ในสมัยก่อนอาข่านิยมทำการเกษตร ไม่ว่าการทำไร่ ทำสวน เพราะเป็นชีวิตที่อาศัยอยู่บนดอยยอดสูง จึงมีอาชีพการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการเกษตร เป็นเรื่องยากที่จะหาซื้อได้ในสมัยก่อน เพราะสมัยก่อนไม่มีขาย อาข่าจึงมีคนที่มีความรู้ และชำนาญในเรื่อง งานเหล็ก ที่เรียกว่า “ปาจี่” ปาจี่ ถือเป็นบุคคลที่รองลงมาจาก หมอผี (พิมะ) อาข่าจึงให้การเคารพนับถือเป็นอย่างดี และปาจี่ก็มาจากการเลือกตั้ง ของคนในชุมชน โดยชาวบ้านจะเล็งคนที่คิดว่า มีความรู้ และความสามารถในการตีเหล็ก มาดำรงตำแหน่งเป็น ปาจี่ ปาจี่ มีหน้าที่ตีเหล็กให้กับชาวบ้าน เพื่อใช้ใน การเกษตร
       เวลาที่ชาวบ้านต้องการจะให้ปาจี่ตีเหล็ก ก็ต้องนำถ่านดำ ที่ได้จากการเผาไปด้วยและหลังจากที่ปาจี่ตีเหล็ก
ให้แล้วต้องไปช่วยงานในไร่เป็นเวลา 1 วัน การตีเหล็กของอาข่า สามารถตีได้ตลอดโดยไม่มีวันหยุด นอกจากว่าปาจี่ ไม่ว่าติดภารกิจอย่างอื่น หรือ ในหมู่บ้านมีคนตาย ก็จะไม่มีการตีเหล็ก ในการตีเหล็ก จะมีสถานที่โดยเฉพาะ ที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างเอาไว้อย่างคงทน อาข่าเรียกสถานที่นี้ว่า “ หล่าจิชุ้ม” หล่าจิชุ้ม ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกคนในชุมชนให้การดูแลรักษาเป็นอย่างดี บุคคลภายนอกหรือคนในชุมชนไม่ควรทำการใดเพื่อการลบหลู่ ี
ตลอดจนทั้งผู้หญิง และผู้ชายไม่ควรไปฉี่ในบริเวณที่ตีเหล็ก “หล่าจิชุ้ม” ถ้าใครไปฉี่ในบริเวณที่ตีเหล็ก แล้วมีอัน เป็นไปทางชุมชน หรือผู้ดูแลจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น นี่เป็นความเชื่อของอาข่าที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ หรือถ้าเห็นก็จะโดนปรับ เป็นหมู 1 ตัว และเหล้า 1 ขวด เพื่อใช้ในการทำบุญเลี้ยงผ
       ปัจจุบันตำแหน่งนี้ยังคงดำรงอยู่ในกลุ่มชนที่ยังมีการนับถือดั้งเดิม แต่บทบาทหน้าที่เริ่มน้อยลง เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่จะหาซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ จากในเมืองมาใช้มากกว่าที่จะให้ช่างมาตีให้ เพราะสะดวกกว่า ไม่ว่าเรื่องเวลา และถ่านที่ต้องมาใช้ในการตีเหล็กอีก บวกกับสถาณภาพปัจจุบัน ในชุมชนของชนเผ่าส่วนใหญ่ยังขาดที่ทำมาหากิน การใช้อุปกรณ์การเกษตรจึงเริ่มน้อยลง