ภาษาพูด
     ความเป็นมา และต้นกำเนิดของภาษาอาข่า ปรากฏว่าไม่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของภาษา และต้นกำเนิดที่แน่ชัด แต่จะเป็นในลักษณะสืบทอดต่อๆ กันมามากกว่า อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษาอาข่ามีลักษณะการสื่อเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่างกัน โดยใช้ลักษณะ วัย และลักษณะ งาน เป็นตัวแยกแยะการพูดสื่อสาร กล่าวคือหากพูดกับเด็กเล็กที่กำลังฝึกพูดจะมีการใช้ภาษาอีกแบบหนึ่ง เช่น น้ำ ก็จะเรียกว่า"อ่าอ่า" ในขณะที่ถ้าสื่อสารกัน ได้ก็จะเรียกว่า "อี๊จุ" และหากมีการใช้ภาษาในพิธีกรรม เช่นงานศพ ก็จะใช้ศัพท์ ค่อนข้างยาก อาทิเช่น เรียกพระอาทิตย์ คำเต็ม เรียกว่า "น๊องมา" แต่ถ้ามาใช้ในการสวดพิธีก็จะใช้แทนพระอาทิตย์ว่า "น๊อง" โดยไม่ใช้คำเต็ม เป็นต้น สำเนียงภาษาพูดของอาข่ามีลักษณะเสียงสั้นสูง นิยมตะโกนออกเสียงดัง และมีเสียงแหลมอาจเป็นเพราะว่าอาข่าอาศัยอยู่บนพื้นที่สูง และอากาศหนาวเย็น จึงมีการใช้เสียงดัง เพื่อจะได้ยินในระยะไกล
ซึ่งตามตำนานเล่าว่า เมื่อสมัย 14 ชั่วโคตรที่ผ่านมา ซู้มมิโอ มนุษย์คนแรกของชาวอาข่า มีลูกด้วยกัน 2 คน ลูก 2 คน นี้คือคน และผี สมัยก่อนคนกับผีอยู่ร่วมกัน ทำอะไรก็ทำด้วยกันอย่างมีความสุข แต่พอมาระยะหลังๆ ผีกับคนก็เริ่มผิดใจกัน ทะเลาะกันบ่อย ด้วยเหตุว่า ผีจะมาขโมยของของคน คนก็ไปขโมยของของผีสลับกัน จึงทำให้เกิดความวุ่นวาย และไม่เข้าใจกันจากนั้นผู้นำของอาข่า และผู้นำของผี จึงมาประชุมกันเพื่อปรึกษาและทำความเข้าใจกันระหว่างคนอาข่ากับผี หลังจาก ประชุมเสร็จจึงได้มีข้อตกลงร่วมกันว่าต่อไปนี้ผีจะไม่มายุ่ง หรือวุ่นวายกับคนถ้าคนไม่ไปทำความเดือดร้อน ให้ผีก่อน และเมื่อคนทำความเดือดร้อน หรือทำประการใดเป็นการทำให้ผีโกรธเคือนคนจะต้องไปขอขมาจากผี ผีถึงจากอภัยให้ (นี่เป็นที่มาของการทำพิธีของอาข่าในยามเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะอาข่าเชื่อว่าผีมารังครวญ) ส่วนคนก็บอกกับผีว่าทางเรา ก็จะทำประตูหมู่บ้านหรือประตูผีไว้หน้าหมู่บ้าน และหลังหมู่บ้าน คนก็อยู่ส่วนคน ผีก็อยู่ส่วนผี นอกจากนั้น
ยังมีเรื่องเล่าว่า คนกับผีแย่งกันเพื่อที่จะเป็นลูกของ ซู้มมิโอ โดยมีความเชื่อว่า หลังจากที่ซู้มมิโอตายแล้ว ถ้าหันหน้าไปทางไหนคนนั้นก็จะได้เป็นลูกของ ซู้มมิโอ ระหว่างที่กำลังทำพิธีอยู่นั้น เผอิญผีไม่อยู่ คนเลยจับหันหน้าของ ซู้มมิโอ มาทางด้านของตัวเอง และทำให้คิดว่าตัวเองเป็นลูกแทน ซู้มมิโอ จึงเปรียบเสมือนพ่อ หรือมนุษย์คนแรกของอาข่า

ภาษาเขียน
     ประวัติภาษาเขียนของอาข่าที่หายไป (ข้อมูลนี้ได้มาจากเรื่องเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านอาผ่า ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย) วันหนึ่งชาวอาข่าได้ไปหาเทพพระเจ้า (อะพวู่ หมี่แย้) ขอให้เทพเจ้าประทานภาษาเขียนของอาข่าให้ แล้วเทพเจ้าก็เขียนตัวอักษรของอาข่าให้ โดยเขียนลงในบนหนังวัว เพราะอาข่าไม่ได้เอาอะไรไปเลย และเมื่อเกิดศึกสงคราม ก็ขาดแคลน เรื่องอาหารการกิน อาข่าจึงตกลงกันแล้วจึงเผาหนังวัวที่มีตัวหนังสือของอาข่ากิน โดยการจดจำตัวหนังสือของอาข่าไว้ในสมอง ด้วยเหตุนี้อาข่าจึงใช้ความจำ ในการสืบทอดพิธีกรรมทางศาสนา จนถึงทุกวันนี้

ตัวอย่างภาษาพูด
1. อู่ดู่ถ่องมะ แปลว่า สวัสดี
2. จอซะโดเมี้ยะหล่า , โล่ แปลว่า สบายดีหรือเปล่า ?
3. หน่อเออชอเมี๊ยะอะโย้ยคุเอ,เท แปลว่า คุณชื่ออะไร?
4. หง่าเออชอเมี๊ยะ...คุเอ แปลว่า ฉันชื่อ...
5. กื่อหล่องหื่อมะเต แปลว่า ขอบคุณครับ ,ค่ะ
6. หว่อมะ แปลว่า ลาก่อน
7. หย่อจ๊อหย่อพะภ่องโจ๊มาเต แปลว่า แล้วเจอกันใหม่นะครับ,ค่ะ

    เนื่องจากว่าอาข่ามีหลายแขนงที่แตกออกไป กระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่นๆ การใช้ภาษาถึงแม้จะคล้ายกัน แต่ต่างกันตรงสำเนียง จะสื่อสารกันได้ถ้าพูดถึงเรื่องการใช้ภาษาในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเติบโตมาทุกวันนี้แล้ว เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะความเจริญที่เข้าไป ไม่ว่าว่าด้วยเรื่องการศึกษา การทำงานของคนรุ่นใหม่ กับสังคมเมืองมีมากขึ้นทุกวัน การใช้ภาษาซึ่งเป็นพื้นฐานของตนเองเริ่มน้อยลงทันตาเห็น แม้กระทั่งเด็กที่เพิ่งออกมาดูโลกก็ได้รับการปลูกฝังให้พูดอีกภาษาหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมของสังคมเมือง