การตั้งชุมชนบ้านเรือน
        อาข่าเป็นชนเผ่าที่นิยมอาศัยอยู่บนที่สูง สูงจากระดับน้ำทะเล 500 เมตร ขึ้นไป โดยการตั้งชุมชนของอาข่าจะมีการเลือกทำเล พร้อมทั้งมีการเสี่ยงทาย โดยการใช้ไข่ไก่ เรียกว่า “ จ้ออูแจเออ” ซึ่งการเสี่ยงทายนี้ถือเป็นการตัดสินใจว่า จะตั้งชุมชนหรือไม่ตั้งชุมชน ทั้งนี้หากตั้งชุมชนได้ เวลาโยนไข่เพื่อ เสี่ยงทายการตั้งชุมชน ไข่จะแตก แต่ถ้าไข่ไม่แตกก็ไม่สามารถจะตั้งชุมชนในบริเวณนั้นได้ เนื่องจากอาข่ามีความเชื่อว่าเจ้าที่เจ้าทาง ไม่อนุญาต
ดังนั้น การตั้งชุมชนของอาข่า จึงนำหลักความเชื่อตามธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง สถานที่ในการตั้งชุมชนต้อง อยู่ห่างจากแม่น้ำ หรือหนองน้ำ หรือพื้นที่ราบ ทั้งนี้เนื่องจากในอดีตการแพร่ระบาดของโรคมาลาเรีย เป็นเหตุสำคัญที่ชุมชนต้องอยู่ห่างจากแม่น้ำ และอีกประการหนึ่งชาวอาข่ากลัวว่า เมื่อฝนตกลงมาอาจทำให้บ้านเรือนถูกน้ำท่วม และทำให้เกิดความเสียหาย อาข่ามีการพูดว่าพญานาคจะพัดพาเอาไป อันเป็นภูมิปัญญาในการป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยในชุมชนนั่นเอง การตั้งชุมชนของอาข่ามักนิยมตั้งในพื้นที่ลาดเท หรือตามสันเขา ปากทางเข้าหมู่บ้านจะมีการสร้างประตูหมู่บ้านไว้ เรียกว่า “ล้อข่อง” เพื่อไว้ป้องกันสิ่งเลวร้ายต่างๆ ไม่ให้ เข้ามาในชุมชน นอกจากนี้ยังมีศาสนสถานที่สำคัญ เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรม อาทิเช่น ศาลพระภูมิชุมชน บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ลานวัฒนธรรม เป็นต้น ขนาดในการตั้งชุมชนอาข่าโดยเฉลี่ย ประมาณ 30-50 หลังคาเรือน    
โครงสร้างครอบครัว
        อาข่ามีการจัดระเบียบโครงสร้าง เพื่อความสะดวกในการอยู่ร่วมและการปกครอง ตลอดจนการช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันกล่าวคือ โครงสร้างครอบครัวของอาข่า ผู้ชายถือเป็นหัวหน้าครอบครัว ที่มีความสำคัญ เนื่องจากผู้ชายจะเป็นผู้ สืบสายวงศ์ตระกูลของครอบครัวอาข่า ดังนั้นชาวอาข่าจึงมีการสืบสายโลหิต มาตั้งแต่อดีต โดยมีการนับ ลำดับชื่อบรรพบุรุษ อาข่าเรียกว่า “จึ” โดยมีชื่อผู้ชายเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้การขยายครอบครัวอาข่า จึงเป็น การขยายออกทางบิดา ฉะนั้นผู้ชายในครอบครัวอาข่า จึงมีความจำเป็นทีต้องเรียนรู้ลำดับชื่อ ของบรรพบุรุษ ตลอดจนพิธีกรรมประเพณีของครอบครัว เพื่อจะได้สืบสาน ถ่ายทอดให้กับน้องหรือลูกหลานต่อไป โดยมี
ความสำคัญในการถือสายโลหิต ของอาข่าดังนี้คือ
  • เมื่อตายแล้วทุกคนต้องไปอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล้ว
  • เป็นข้อกำหนด ห้ามแต่งงานในตระกูลที่เหมือนกัน (สายโลหิตที่ใกล้กัน)กล่าวคือสายโลหิต ต้องห่างกัน 7 ชั่วโคตร ถึงจะแต่งงานกันได้
  • กรณีที่สามีภรรยา แต่งงานแล้วไม่มีบุตรชายในการสืบสายตระกูล ก็มีความจำเป็นที่ต้องแต่งงานใหม่ เพื่อให้กำเนิดบุตรชายในการสืบสายตระกูลต่อไป
โครงสร้างสังคมและการปกครอง
        ชาวอาข่าจะให้เกียรติกับผู้ที่อาวุโสกว่า เพราะผู้อาวุโสจะมีอำนาจในการตัดสินใจ ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆในเชิงสังคม ล้วนเป็นหน้าที่ของผู้ชาย แต่สตรีก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยจะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือ สนับสนุน และเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆในระดับครอบครัว จึงถือว่าเป็นผู้ร่วมทุกข์ ร่วมสุข บนพื้นฐานความพึงพอใจ
ระบบโครงสร้างทางสังคมของอาข่ามีตำแหน่งการปกครองในด้านต่างๆดังนี้
  • ตำแหน่ง “เจ่วมา” เป็นผู้นำศาสนาของชุมชน มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างชุมชน จึงเป็นผู้นำหลักในการ บริหาร ตามโครงสร้างชุมชนอาข่าแบบดั้งเดิม ตำแหน่งเจ่วมา นี้ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือการสืบสายโลหิต ก็ได้
  • ตำแหน่ง “เจ่วหย่า” เป็นตำแหน่งที่รองลงมาจาก “เจ่วมา” ซึ่งตำแหน่งนี้ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งเป็น “เจ่วมา” มาก่อน
  • ตำแหน่ง จิบ่า/บาจี่ เป็นตำแหน่งที่ใช้เรียกกับช่างตีเหล็กของหมู่บ้าน เนื่องจากตำแหน่งนี้ต้องมีการผลิต หรือซ่อมแซมเครื่องมือ อุปกรณ์การเกษตรของชุมชนทุกชนิด
  • ตำแหน่ง พิมา/เบ้วหม่อ เป็นตำแหน่งของหมอสวดพิธีกรรมทางศาสนา ทำหน้าที่ในการสวดพิธีตาม งานต่างๆ ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือน พระ ในสังคมของคนไทย
  • ตำแหน่ง หน่าเหง่อ มีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์ และเป็นไกล่เกลี่ยคู่กรณี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในชุมชนอาข่า
  • ตำแหน่ง ยี้ผ่า เป็นตำแหน่งหมอทรง มีหน้าที่ในการรักษาคนไข้ คนไม่สบายในชุมชน โดยใช้ยาสมุนไพร และการเข้าทรง
  • ตำแหน่ง ขะมา/หละจ่า เป็นผู้ที่มีความรอบรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ ทำหน้าที่ประสานงานกับบุคคลภายนอก ปัจจุบันเปรียบเสมือน ผู้ใหญ่บ้านทางการ อย่างไรก็ตามโครงสร้างการปกครองของอาข่าในประเทศไทย หลายหมู่บ้านยังมีการใช้รูปแบบการปกครองนี้อยู่
เศรษฐกิจอาข่า
        อาข่าเป็นกลุ่มชนที่มีความขยันในการประกอบอาชีพทางกสิกรรม ซึ่งกระบวนการทำอาชีพกสิกรรมนี้ มีพิธีกรรม ประเพณี เป็นเครื่องมือใช้ในทางปฏิบัติ ระบบการผลิตกสิกรรมของอาข่าจะเป็นการผลิตเพื่อยังชีพ คือการผลิตเพื่อบริโภคเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าปีไหนผลิตได้เยอะหน่อยก็แบ่งขายบ้างอาชีพหลักของอาข่า คือ การปลูกพืชไร่ อาข่ามีการจัดเตรียมพื้นที่ทำไร่เพื่อการปลูกพืชต่างๆ โดยอยู่ห่างไกลจากชุมชนไม่ต่ำกว่า 3-5 กิโลเมตร จะไม่มีการใช้ที่ดินบริเวณป่าชุมชนเพื่อการเพาะปลูกพืชไร่ ในพื้นที่ไร่จะมีการปลูกพืชต่างๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วต่างๆ และพืชผักเพื่อการบริโภค โดยมีการปลูกพืชเหล่านี้ไว้ในพื้นที่ของตนที่เตรียมไว้โดยมีเทคนิคในการปลูกคือ ผสมเมล็ดพันธ์ต่างๆ คลุกเคล้า และปลูกพร้อมข้าว ในไร่ของตนผืนเดียวซึ่งเป็นการใช้ ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากการปลูกพืชผักแล้ว อาข่ายังนิยมเลี้ยงสัตว์ อาชีพเลี้ยงสัตว์ ถือเป็น อาชีพ ที่รองลงมาจากการเกษตร มีความจำเป็นที่ต้องเลี้ยงทุกครัวเรือน เพราะต้องใช้สัตว์ต่างๆ ในการ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเลี้ยงไว้เพื่อใช้งานต่างๆ สัตว์ที่อาข่าเลี้ยงเพื่อใช้งานได้แก่ วัว ควาย ม้า ส่วนสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้แก่ หมู เป็ด ไก่ แพะ สุนัข เป็นต้น
ทรัพยากรและการจัดการ
        อาข่าถึงแม้เป็นชนเผ่าที่นิยมตั้งถิ่นฐานอยู่บนดอยสูง แต่มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีการตั้งกฏเกณฑ์ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าดิน น้ำ ป่า หรือสัตว์ป่า อย่างมีความสมดุล อย่างสุภาษิตที่กล่าวไว้ว่า “ส่องมา ถี่บ้อแตะแอ้ ย้าส่าหม่าเปอะยา” หมายความว่า แค่ต้นไม้ต้นเดียวไม่สามารถ ที่จะเป็นป่าได้ นอกจากนี้การตัดไม้เพื่อใช้ประโยนช์ในการสร้างบ้าน อาข่าไม่นิยมตัดไม้ผล หรือ ไม้ที่มีเถาวัลย์เลื้อย อันเป็นการรักษาต้นไม้ผล และ ไม่ทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าบางประเภท

การใช้กฏ จารีตประเพณีในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
        อาข่าเป็นชนเผ่าที่มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนามากอีกเผ่าหนึ่ง ไม่ว่าป่าไม้ ดิน น้ำ สัตว์ป่า เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ควบคู่กับอาข่ามาโดยตลอด โดยในแต่ละปีจะมีการประกอบ พิธีกรรมต่างๆ หลายพิธี ไม่ว่าการบูชาศาลพระภูมิชุมชน การปลูกสร้างประตูหมู่บ้าน การซ่อมแซมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และอีกหลายพิธีกรรม ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้จะเกี่ยวพันธ์กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่อาข่าได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

การแบ่งเขตเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
        ในชุมชนอาข่าจะมีการแบ่งเขตป่าเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยจะแบ่งเป็นป่า ชุมชน ป่าใช้สอย ป่าเลี้ยงสัตว์ และป่าเพื่อการอนุรักษ์หรือใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา