หกเผ่าชาวดอย|เกี่ยวกับโครงการ|กระดานข่าว|สมุดเยี่ยม|English 
หน้าบ้าน กะเหรี่ยง ม้ง เมี่ยน ลาหู่ ลีซู อ่าข่า คะฉิ่น ดาราอั้ง
คุณว่าไหมว่า สังคมไทยปันจจุบันนี้... คือ “ ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ” ... เหตุที่ฉันเรียกชื่อนี้เพราะเทคโนโลยีประเภทเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนทำให้คนเราเกิดความต้องการที่อยากจะมีเหมือนคนอื่นเขา ทำให้มีการชิงดีชิงเด่นใช่ไหมคะ ข้อสังเกตโดยง่าย จากคนที่อ่อนแอกว่า… ผู้นั้นก็คือ…ผู้แพ้ ฉันแพ้มาแล้ว ฉันสามารถที่จะเข้าใจในความรู้สึกกับสิ่งเหล่านั้น… ว่า….เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้ามนุษย์ผู้ที่ต้องดิ้นรน ซึ่งก็ไม่รู้จะดิ้นรนเพื่ออะไร? อาจมีคำตอบอยู่มากมายสำหรับคุณ แต่สำหรับฉันแล้ว เพื่อความอยู่รอดของตนเองนะ หากถามว่า ทำไมต้องมาดิ้นรน ในเมืองล่ะ

หลายต่อหลายคนมาดิ้นรนแสวงหาอะไรในเมืองและเพื่อใคร… เพื่ออะไร…คำตอบที่ฉันอยากตอบก็ คือ ฉันมาในเมืองก็เพียงเพื่อหางานทำ เพราะในปัจจุบันเขาพัฒนากันไปมากแล้วสำหรับครอบครัว และผู้คนที่อยู่รอบตัวฉัน เงินเป็นส่วนหนึ่งสำหรับความเป็นสื่อที่ทำให้คนรู้จัก เพราะผู้คนส่วนใหญ่ ในสังคมที่ฉันพบเห็น เขาคุยกันด้วยเงิน! และเงินเท่านั้น จนทำให้เขาได้ถูกยกย่องมีศักดิ์ศรี และเกียรติขึ้นมาไม่รู้นะว่า…. หลาย ๆ คนคิดยังไง แต่ ฉันคิดเช่นนี้….คนบนดอยมักจะแสวงหาเพื่อความอยู่รอด และเพื่ออนาคตที่คิดว่ามันจะดีขึ้น บางคนก็ได้งานที่นายจ้างไม่โกงค่าแรง… และยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้ ค่าจ้างอย่างยุติธรรม ในบางส่วนอีกหลาย ๆ คนก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลยแหละ บางคนโชคดีมีโอกาสได้เรียนต่อจนจบชั้นสูง ๆ ได้งานที่ดี ๆ ทำ แต่สิ่งสำคัญที่ได้พบเจออยู่บ่อย ๆ ก็คือ "คนรุ่นใหม่มักชอบแสวงหา และดิ้นรนกันในเมืองมากกว่าที่จะดิ้นรนบนดอย" เพราะยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อความเป็นอยู่ของคนบนดอย การแข่งขันในเชิงวัตถุนิยมจึงมากขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นแนวคิดของใคร เท่าที่รู้แหละเห็นหลายคนที่ไม่มาดิ้นรนในเมืองเขาจะอยู่รอดหรือ?

 กับความเจริญที่กำลังย่างก้าวเข้ามาทุกทีทุกที... คุณรู้บ้างไหมว่าทุกวันนี้สังคมไทยเป็นอย่างไร? คนแข็งแรงกว่ามักจะรังแกคนอ่อนแอ ฉันได้ประสบมาแล้วกับสังคมเช่นนั้น ฉันเลยเกิดความรู้สึกขึ้นว่า… ทำไมสังคมไทยเราทุกวันนี้ จึงมีคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น และการใช้สิทธิของความเป็นคนน้อยลงไปในด้านศีลธรรมล่ะ คนที่เห็นอกเห็นใจกันช่วยเหลือกันนั้นยังจะมีเหลืออยู่อีกหรือ??? ดูกันง่าย ๆ ความเสียสละ และความซื่อสัตย์ก็ไม่ค่อยมีให้พบเห็นแล้ว ปัจจุบันนี้มนุษย์ชอบแสวงหาเพื่อให้ตนเองสบาย โดยไม่คำนึงถึงว่า สิ่งที่ทำนั้นจะถูกหรือไม่ ! หากพูดถึงเรื่องสิทธิไม่เท่าเทียมกัน … ทำให้ฉันนึกถึงเมื่อตอนสมัยที่ยังเป็นเด็ก ๆ นะ ในความรู้สึกของฉันครั้งนั้นอยากเป็นผู้ใหญ่ เพราะอะไรล่ะ ??? ก็เพราะว่าผู้ใหญ่มีสิทธิมากกว่าเด็ก ส่วนเด็กนั้นแทบจะไม่มีสิทธิอะไรเลย ทุกอย่างที่ฉันทำผิดพลาดกลายเป็นไม่ดีเสียทั้งหมด ทำให้ฉันคิดอยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อไหร่ฉันจะโตเป็นผู้ใหญ่สักที ฉันจะได้ใช้สิทธิแบบผู้ใหญ่กับเขาบ้าง แต่เมื่อโตขึ้น ฉันได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างในเรื่องของสิทธิ ฉันไม่ต้องการเรียกร้องนะ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ถ้าเกิดมีคนมาถามว่า เข้าใจคำว่า สิทธิไหม ฉันอาจตอบเลยว่า ทุกวันนี้ฉันยังไม่เข้าใจ คำว่า สิทธิ และยังไม่รู้ความหมายมากเท่านักวิชาการทั้งหลายได้ ในขณะสิ่งที่ฉันนึกคิดกับคำว่า สิทธินั้น ก็คือ สิทธิที่ทุกคนเป็นคนด้วยกัน มีแนวคิดมีความรู้สึกเหมือนกัน และทุกคนก็สามารถที่จะมีสิทธิตรงจุดนี้ให้เท่าเทียมกันได้ไม่ใช่หรือ การให้เกียรติซึ่งกันและกันในความรู้สึกของความเป็นคนด้วยกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่! ซึ่งที่ฉันเคยเจอส่วนใหญ่คนที่มีอำนาจจะข่มเหงผู้ที่ด้อยกว่าตนเสมอ ฉันไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมจึงไม่ได้นึกถึงจิตใจของความเป็นคนของผู้อื่นบ้าง หากเขาเองเป็นผู้ถูกกระทำเช่นนั้นบ้าง เขาจะเป็นอย่างไร... ถ้าเราให้สิทธิเท่ากัน …. เมืองไทยของเราคงจะน่าอยู่มากขึ้นนะ …. พวกคุณว่าไหม ?

  พูดถึงคนบนดอย คนดอยคิดอย่างเดียวคือ ทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และไม่แก่งแย่งกัน ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ และไม่มีการชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกัน อยู่กันแบบสบาย ๆ เวลาที่ฉันได้อยู่บ้าน ฉันไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกังวลว่า จะไม่ทันผู้อื่น ไม่ต้องคิดว่าวันนี้ฉันต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ และไม่ต้องแข่งขันกับคนอื่น ๆ เพราะความพอใจของฉันอยู่ที่การได้อยู่กับครอบครัวที่มีพ่อ - แม่ - พี่ - น้อง ๆ ที่ทุกคนอยู่กันอย่างพร้อมหน้ากัน ทำให้ฉันอบอุ่นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อฉันมาอยู่ในสังคมเมือง ฉันต้องต่อสู้และต้องแข่งขันกับคนอื่น ๆ ถ้าเราไม่ทำคนอื่นก็มองไม่ดีและยิ่งไปกว่านั้น คือ การดูถูก*** ยังไม่รู้นะ... ไม่รู้ว่า ฉันต้องดิ้นรนอีกนานซักเท่าไหร่ถึงจะเจอกับคำว่าพอ! กับสังคมนี้ และฉันต้องต่อสู้กับผู้คนอีกเยอะเท่าไหร่ ฉันจึงจะได้เรียนรู้ถึงสิทธิที่ทุกคนควรจะมี...

ใหญ่สูงเหมือนต้นตาล.............ใหญ่สวยแต่เปลือกนอกข้างในกลวง
ของดำเป็นของธรรมชาติ............. ของขาวเป็นเงินแตกกระจาย


คุณคิดอย่างไง ให้เราได้รับรู้ด้วยคะ

ผู้เฒ่าหงอก: อ่ะนั้น..ผลงานออกมาแล้ว...ต่อไปคงจะมีให้เห็นอีกน่ะ..เป็นกำลังใจให้เขียนงานอย่างมีคุณภาพเจ้าค่ะ..สิทธิ คืออำนาจอันชอบธรรม // ความเท่าเทียมคือการได้รับความคุ้มครองและเสมอภาคทางกฎหมาย เพราะฉะนั้น สิทธิในความเท่าเทียม คือ อำนาจอันชอบธรรมในสังคมที่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย... ฝากไว้ให้ผู้ผ่านไปมาเป็นใหญ่พิจารณาว่าบุคคลเหล่านี้ได้สิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือสิทธิของความเป็นคนไทยเท่าใดแล้ว...
  (06.04.2005, 09:56)

ลูกแมวเมี๊ยวๆ: ขอบคุณนะค่ะ ที่เป็นกำลังใจให้ พยายามจะทำให้ผลงานออกมาให้ดีคะ...
  (08.04.2005, 15:37)

tick: น่าอ่านมากครับ มีสาระ และมีแนวคิดที่กลั่นกรองจากจิตใจจริงๆอีกทั้งยัง
สอดคล้องกับสังคมเมืองไทยครับ หวังว่า"อาซา"คงเขียนออกมาให้เราได้อ่านอีกนะ
ขอบคุณ
  (08.04.2005, 15:40)

พี่หนิง: ถ้าเป็นคำบ่นก็พอได้นะ แต่จะเป็นบทความยังไม่ดีพอ พยายามชูประเด็นที่ต้องการกล่าวให้ชัดเจน แต่ละย่อหน้าให้มีใจความเป็นหนึ่งเดียวกัน และพยายามให้มีการส่งถ่ายเนื้อหาในแต่ละย่อหน้า และให้แต่ละย่อหน้าสื่อความหมายเดียวกับหัวข้อที่ตั้งไว้ก็จะช่วยให้บทความออกมาดูมีพลังมากขึ้น ที่เขียนมายังไม่ชัดเจนพอ เช่นหัวข้อมีคำว่า"ไม่เท่าเทียมกัน" ก็แสดงว่าต้องมีบุคคลอย่างน้อย2กลุ่ม บทความต้องเลือกเป็นตัวแทนของคนกลุ่มใด แล้วมีการเปรียบเทียบจนเห็นภาพอย่างชัดเจน ที่น้องเขียนอาจจะต้องการสื่อถึงกลุ่มคนดอยทั้งหมดเปรียบเทียบกับคนเมือง หรือแทนกลุ่มผู้ใช้แรงงานในเมืองเปรียบเทียบกับกลุ่มนายจ้างไม่อาจจะทราบได้ คือให้คนอ่านๆจบแล้วสรุปได้อย่างที่เราต้องการจะบอกออกไป... พยายามเขียนให้เยอะๆนะครับ(หมายถึงหัดเขียนบ่อยๆนะครับ) ที่สำคัญต้องอ่านหนังสือเยอะๆด้วยครับ เพราะถ้าอ่านมากเราจะมีคลังของคำอยู่ในหัวมากด้วย ช่วยให้เราสามารถเลือกใช้คำที่เหมาะสมเพื่อสื่อความให้กระชับ เห็นภาพ และมีพลัง น่าอ่านด้วยครับ ...พี่เองไม่ใช่นักเขียน แต่ก็ติชมด้วยความหวังดีและหวังจะเห็นบทความของอาชาต่อไปนะครับ ติเพื่อก่อครับ................................จากบทความ ในความเห็นส่วนตัวพี่ว่าสังคมมันเป็นอย่างนี้มานานแล้วครับ คงไม่ใช่เพิ่งมาเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ความรับรู้ในเชิงนามธรรมที่มีต่อสังคมในแต่ละช่วงวัยของเราไม่เหมือนกันน่ะครับ เช่นในวัยเด็กของเรา เราก็อยู่แต่กับครอบครัว สังคมเล็กๆภายในหมู่บ้านก็จะมีผลต่อโลกทัศน์ กระบวนการคิด การให้คุณค่าของสิ่งที่เป็นโลกภายนอกหรือสังคมที่ใหญ่ขึ้นอีกแบบหนึ่ง พอเราโตขึ้นการรับรู้ของเราก็จะเปลี่ยนไป จากการที่เราได้มาเจอกับ"ของจริง" ก็เลยทำให้โลกทัศน์ของเราเปลี่ยนไป คุณค่าในเชิงนามธรรม(คือความรู้สึกในเชิงบวกหรือลบก็ได้ ที่เรามีให้ต่อสิ่งต่างๆที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ เป็นคำต่างๆที่เราสมมติขึ้น เช่น ความดี ความเท่าเทียม ตรงข้ามกับรูปธรรมซึ่งจับต้องได้)ต่างๆของเราก็เลยเปลี่ยนไปด้วย เป็นไปตามวุฒิภาวะน่ะครับ แต่มุมมองของน้องก็สะท้อนความจริงของสังคมได้ถูกทางแล้ว ตรงนี้พี่เห็นด้วยครับ....
  (26.04.2005, 20:32)

ลูกแมวเมี๊ยวๆ: ขอบคุณพี่หนิงมากนะคะที่ให้ความคิดเห็น ถ้าจุดไหนไม่ดีหรือว่าไม่ใช่ สามารถแสดงความคิดเห็นได้นะคะ น้องคิดว่าพี่คงเข้ามาชมเว็บเราบ่อยๆ
  (29.04.2005, 10:31)

Nplaimciab: อย่ามามัวที่จะวิจารณ์สิ่งที่เขาได้กระทำแล้ว แต่จงเพียรพยายามที่จะหยุดสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ด้วยความรู้และสติปัญญา จงพัฒนาตัวเองให้เข้าสู่อารยธรรมแห่งโลกยุคใหม่ โลกที่ไร้พรมแดน แล้วคุณค่าแห่งความเป็นคนจะปรากฎขึ้นมาเอง
  (08.07.2005, 18:28)

aa: we are communise. Red is my life>...
  (20.07.2005, 14:11)

สรณ์: คุณเป็นคนที่มีความคิดเห็นดีมาก ผมก็เหมือนคุณคิดว่าชาวดอยก็ไม่ต่างจากชาวเลเหร่ และก็คงเหมือนคนไทยทุกคนนั่นแหละ บนผืนแผ่นดินนี้คิดว่าทุกคนมีสิทธิเหมือนกันแต่อาจไม่เท่ากัน นั่นเพราะเราคิดไปเอง ที่จริงแล้วเรามีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เท่ากัน เป็นต้นว่าคนเรามีหนึ่งชีวิตเหมือนกัน มีโลกและพระจันทร์คนละ 1 ดวง มีเวลา 1 วัน 24 ชั่วโมงเท่ากัน มีพ่อแม่ 1 คนเท่ากัน และมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่เท่ากัน สุดท้ายคนเราก็ตายหนึ่งครั้งเท่ากันไหนมีใครตายหลายครั้งเลย ความสุขอยู่ที่ใจใครเห็นธรรมรับไปเลย อย่าเอาเราไปเปรียบเทียบกัยคนอื่น เพียงมองว่าเขาเป็นนั่นเป็นนี่ได้ทำไมเราเป็นไม่ได้อย่างนั้นจะทำให้เรามีทุกข์ ประเทศไทยมีนายกเพียงคนเดียว อีกหลายสิบล้านคนไม่ได้เป็น ก็ไม่เห็นเป็นไร ผมอยู่เล คุณอยู่ดอยก็น่ามีความสุขดี ผมมองพวกคุณในรูปในภาพยนต์บางเรื่องก็รู้สึกอิจฉาเป็นบางครั้ง ผมไม่มีภูเขาแต่ผมมาเที่ยวได้ คุณไม่มีทะเลแต่ก็ไปเที่ยวได้ ประเทศไทยไม่เคยปิดกั้น ขอให้พยายามเถอะแล้วจะประสบสมหวัง ขอบอกอีกครั้งว่าให้พอใจในสิ่งที่มีอยู่แล้วประตูความสุขจะเปิดรับคุณเอง แล้วจะเข้ามาเยี่ยมใหม่
  (08.09.2005, 15:54)

พี่สาว: จะต้องพัฒนาการเขียนขึ้นอีกนะอาซา เพราะมันเหมือนกับว่าเราพูดในมุมมองที่เราคิด ยังขาดการนำเอาข้อมูลมาอ้างอิง แต่คิดว่าถ้าพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จะดีขึ้น
  (11.09.2005, 13:34)

Juppyjung.com: เห็น..เหมือนพี่หนิง..ทั้งที่ไม่ใช่นักเขียน และยอมรับความจริงของสรณ์ ..ต้องดิ้นรนให้ทันยุคเพื่อความอยู่รอดอย่างมีความสุข สังคมมีทั้งบวกและลบ นั่นคือธรรมชาติ ต้องเรียนรู้วิธีปรับตัว และระวังอย่าทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
  (19.10.2005, 11:50)

พน: ในโลกนี้หาความยุติธรรมไม่พบหรอก ถ้าจะพบก็เพียงแต่ความยุติธรรมที่หลอกลวง และสิทธิมนุษยชนก็เช่นกัน ไม่มีวันเท่าเทียมกัน ถ้าตราบใดบนผืนโลกใบนี้ยังมีหลุมมีบ่อให้เหยียบย่ำข้ามไปมาอยู่เพราะสามารถหาทางเลี่ยงได้หลาย ๆ ทาง ไม่เหยียบ ก็ข้าม ไม่ข้ามก็กระโดดเลยไป ไม่ได้มองว่าหลุมบ่อนั้นลึกตึ้นขนาดไหน
สังคมโลกก็เช่นกัน มีมืด มีสว่าง อีกผู้คนมากมายที่พยายามเดินผ่านไปโดยไม่มองผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องได้รับการฉุดให้ขึ้นมาพ้นบ่อเหวลึกนี้ มีคำถามว่าแล้วใครละตกหลุมบ่อลึก ก็คนดอย คนป่า หรือคนชนบท คนที่ห่างไกลความเจริญไงล่ะ
มีน้อยที่คนในเมืองจะมองคนพวกนี้ และยื่นมือช่วย ส่วนมากแล้วก็จะมีแต่เอารัดเอาเปรียบ หาผลประโยชน์ใส่ตัวเองบนความลำบากของชาวดอย ทั้ง ๆที่ อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน แต่อนิจจัง! กฎหมายไม่สามารถควบคุมคนเลวไม่ได้ดูเหมือนกฎหมายไม่มีประโยชน์ ก็มีประโยชน์บ้างนะ เมื่อคนดีโดนกฎหมายเล่นงาน "จับแพะ" จนคนดีดิ้นไม่หลุด
  (24.10.2005, 11:15)

ไหน คลองลาน: ต้องยอมรับความเป็นจริงของชีวิต
ว่าโลกนี้หมุนตลอดไม่ได้หยุดนิ่ง
คนเราก็ต้องมีการพัฒนาตลอด
ถ้าหากจะบอกว่ากลับบ้านไปแล้วรู้สึกสบาย
นั่นหมายถึงเราไม่ต้องการแ่ก่งแย่กับใคร และไม่ต้องการพัฒนา
คือหมายถึงหยุดนิ่ง
แต่ถ้าเราก้าวเข้ามาในโลกที่กว้างขึ้น จะต้องทำอย่างไร
ให้มีชีวิตรอดได้ ก็อย่างที่คุณบอกว่าจะทำอะไรต้องมีเงิน
ถ้าคุณมีเงิน ทีนี้ก็อยู่ที่จิตสำนึกของคุณละจะทำดีหรือทำเลว
และคุณจะไปคิดแทนคนอื่นไม่ได้หรอกว่า ทำไมสิทธิไม่เท่ากัน
เพราะ เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างลำบากให้น้อยที่สุด
และไม่ให้ใครมาข่มเหงเราได้ และในนั้นเราก็ต้องพัฒนาตัวให้เทียบเท่า
กับบุคคลที่เราเรียกว่าเอาเปรียบเรา เมื่อนั้น เขาก็เอาเปรียบเราไม่ได้
เีรียนรู้ที่จะอยู่อย่าง เข้าใจในชีวิตว่า
ปลาเล็กกินปลาน้อย เหยื่อ ต้องเป็นอาหารของผู้ล่า
เมื่อเข้าใจในจุดนี้ เราก็ต้องมองสถานะของตัวเองว่าเป็นอย่างไร
แล้วจะหลบหลีกได้อย่างไร ถ้าคุณบอกจะเข้าไปชน ในฐานะทีเ่ป็นเหยื่อ
คุณก็ต้องตกเ็ป็นเหยื่อวันยังค่ำ
เรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิต ดำเนินชีวิตไปให้ไกลจนกว่าจะถึงวันสุดท้าย
แล้วมองสิ่งที่คุณบอกว่าโดนเอารัดเอาเปรียบเป็นประสบการณ์
และเีรียนรู้่ที่จะถูกริดรอนสิทธิบ้างก็ดี
  (14.12.2005, 11:45)

คนตาย: เขาเป็นคนไทยหรือเป่า ไม่มีตังก็ต้องเป็นแบบนี้
  (22.12.2005, 14:05)

คนตาย: ต้องมีอำนาจ
ต้องมีเงิน
ถึงจะมีสิทธิ
  (22.12.2005, 14:11)

ไปตามดวง: หลังจากอ่านข้อเขียนหรืออารัมภบทของหัวข้อเรื่องนี้แล้ว ทำให้มองเห็นถึงวิถีชีวิตและความเปลี่ยนแปลงของสังคมบ้านเรา ผลสะท้อนของสังคมที่มีต่อพวกเราคนชนเผ่ารุ่นใหม่ ความสับสนในการต่อสู้ชีวิต การปรับตัวกับสังคม การขาดสิทธิและความเสมอภาคในสังคม การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในสังคม การเอารัดเอาเปรียบของสังคมทั้งภายในกันเองและสังคมส่วนใหญ่ภายนอก นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วง และน่าเห็นใจอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ขอให้กำลังใจแก่ผู้ประสบปัญหาโดยตรงและผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคทุกคน
สิทธิ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การเมืองและอำนาจ เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าเราพูดถึง สิทธิ จะต้อง มีหน้าที่ความรับผิดชอบ ตามมาเสมอ เราจึงเห็นผู้คนให้ความสนใจในเรื่องการเรียกร้องสิทธิ์ และการนอนหลับทับสิทธิ์ ที่แตกต่างกันเสมอเช่นกัน การเรียกร้องสิทธิ์ ก็คือการพยายามให้เหตุผลและหาเหตุผลมาเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งมองเห็นถึงความสำคัญของเราที่เป็นอยู่และมีอยู่ และ หรือหน้าที่ที่เราทำอยู่ มันเป็นกระบวนการ การถ่วงดุลอำนาจวิธีหนึ่งของสังคมมนุษย์ก็ว่าได้ พอจะสรุปได้ว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใหน สังคมอะไร หรือทำงานอะไรและไม่ว่าระดับไหน เราหลีกไม่พ้นการเล่นการเมืองในระดับใดระดับหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่มองเห็นอย่างชัด ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะมีกี่คนมองเห็นและให้ความสำคัญก็คือ ชาวเขาเราขาดอำนาจถ่วงดุลย์ หรืออำนาจการต่อรอง แม้แต่ในระดับกำนัลและผู้ใหญ่บ้าน ก็แทบจะไม่มี มีคำกล่าวว่า "หากเราไม่เล่นการเมือง การเมืองจะเล่นเรา" หรือ "if you don't play politic, politic will play you" ดังนั้นเห็นทีพวกเราควรจะคำนึงถึงเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย
  (02.01.2006, 13:41)

เด็กดอยจัยดี: ผมคิดว่าชีวิตทุกชนเผ่า และ ทุกชนชาติ ก็ต้องมีปัญหากันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะคิดในมุมไหนมากว่าแล้วคุณละ คิดในมุมไหน. มีครูสอนผมว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันมีให้เลือกมากมาย สิ่งสำคญของการใช้อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะใช้สิ่งของนั้นให้เป็น หรือว่า ใช้สิ่งของนั้นแค่มีไว้ประดับฐานะเท่านั้นหรือ?. ผมมีภูมิจัยมากๆกับผลงานที่ได้จัดขึ้น ซึ่งหวังว่าคงจะพัฒนาเว็ปไซต์ต่อไปเรื่อยๆ . ผมจะค่อยช่วยเป็นกำลังจัยอยู่ห่างนะคับ - 0 -.
  (27.02.2007, 11:04)

เอสครับ: ผมว่าไม่ได้เป็นแค่คนบนดอยนะครับ คนในเมืองก้เช่นกัน เดี๋ยวนี้คนในเมือกก้แบ่งชนชั้นเช่นเดียวกัน สังคมและวัฒนธรรมได้มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากวัตถุสงผลต่อสภาวะจิตใจของคนในสังคมเมือง ซึ่งเป็นผลให้ผู้ที่มีฐานะดูถูกและเอารัดเอาเปลียบผู้ที่ด้อยกว่า
(คนในเมืองที่รักคนลีซู)
  (02.07.2007, 12:00)

สิทธิ์เท่ากันครับ: ใครจะมองอย่างไร เราไม่สนใจทั้งนั้นครับ ผมก้คน คุณก้คนเหมือนผมคับ ต่างกันทางเชื้อชาติแต่คนเหมือนกันคับ สุดท้ายเรามีศักดิ์ศรีเหมือนกันคับ อย่าคิดมากคับ สิ่งที่ดีก้รับไว้ ที่ไม่ดีเปงกำลังใจให้เราสู้ต่อไป เพื่อสักวันของเรา เราไม่รู้อนาคตที่กำลังจะมาถึง ใครจะรู้นายกอีก 20 ปี นายยกเปงคนลีซอคับ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนคับ ดังนั้น เราคนไทยด้วยกันคับ อย่าน้องใจที่คุณเปงชนเผ่า ลีซอคับ ผมเปงคนไทย ผมก็ชนเผ่าหนึ่งแต่ว่า ต่างกันที่ คนคับ ลีซอจำนวนประชากรน้อยกว่าคนไทย แต่คนไทยก็คือคนชนเผ่าที่เหมือนคุณคับ อย่าใส่ใจเลย ชีวิตเราต้องดำเนินต่อไปคับ ไม่ว่าจะเกิดไรขึ้นก็ตามทุกคนมีปัญหาอยู่แล้วคับ อย่าเอาปัญหาไร้สาระมาทำให้เราท้อในการดำเนินชีวิตในสังคม ที่แย่ลงทุกวัน คับ ดังนั้นเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีคับ ถ้ามีความรู้แล้วใครจะมาดูถูกได้คับ ไม่มีความรู้ก็เหมือนกันทุกคนคับ
อย่ามองแต่จุดที่เป็นจุดเสียสิครับ ทำให้เราท้อนะครับทุกคนมีทั้งดีและเสียคับ ให้เราสู้นะ สู้ต่อไปครับ ขอเปงกำลังใจนะครับ
  (15.11.2007, 11:26)

ความเห็นของคุณ

ชื่อ:
อีเมล์ หรือ โฮมเพจ:

เข้าพิพิธภัณฑ์ : เกี่ยวกับโครงการ : กระดานข่าว : สมุดเยี่ยม : ติดต่อเรา : English Version
ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย ฅนบ้านนอก เจ้าของเว็บ "มูลนิธิกระจกเงา"
รูปภาพและข้อมูลภายในเว็บไซต์แห่งนี้ หากท่านประสงค์จะนำไปเผยแพร่่ สามารถเผยแพร่ได้
JavaScript Menu By Milonic.com