หน้าบ้าน|เกี่ยวกับโครงการ|กระดานข่าว|สมุดเยี่ยม|English 
หน้าบ้าน กะเหรี่ยง ม้ง เมี่ยน ลาหู่ ลีซู อ่าข่า คะฉิ่น ดาราอั้ง

อวสานตำนานเท็จ “ ลานสาวกอด ”


“ บนฟ้ามีเมฆลอย บนดอยมีเมฆบัง มีสาวงามชื่อดัง อยู่หลังแดนดงป่า มีกะลาล่าเฉอ มีหนุ่มๆเผลอฮ้องหา มีสาวงามขึ้นมาบนลานสาวกอด ”
 

        บทเพลง “ มิดะ ” ที่ร้องโดยจรัล มโนเพ็ชร ศิลปินผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นที่รู้จักของสังคมเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา เนื้อหาเพลงได้พูดถึงหญิงสาวชาวอ่าข่า หรืออีก้อ ที่ขึ้นมาบนลานสาวกอด เพื่อให้ผู้ชายมากอดและมั่วกามโลกีย์ ผมเคยพูดคุยกับคุณจรัลครั้งหนึ่งในวัดสวนดอก ( เชียงใหม่) เกี่ยวกับบทเพลงนี้ คุณจรัลได้อธิบายกับผมว่า เอาเนื้อบทเพลงมาจากหนังสือสามสิบชาติในเชียงราย ที่เขียนโดยบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ โดยตัวเขาก็ไม่รู้ข้อเท็จจริง
          เมื่อพูดถึงลานสาวกอดแล้ว เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาอย่างมาก เพราะชนชาวอ่าข่าในฐานะเจ้าของวัฒนธรรม และผู้เสียหาย บอกว่าลานสาวกอดอย่างในหนังสือและบทเพลงดังกล่าวไม่มี มีแต่ แตห่อง หรือ ลานวัฒนธรรม จริงๆแล้วมีคนเขียนหรือพูดเกี่ยวกับลานสาวกอดเยอะมาก และเผยแพร่ออกทางสื่อทุกวัน ตลอดถึงเป็นที่สนใจของสาธารณะชน เมื่อวันที่ 5 – 7 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนตำบลวาวี นำโดยนายกยาพี จูเปาะ ได้จัดงาน “ ย้อนร้อยลานสาวกอด ” ที่ชุมชนบ้านแสนเจริญเก่า ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับลานสาวกอดนี้ ตลอดงานผมได้เข้าไปร่วมและแลกเปลี่ยนกับผู้มาเยือน ท่านนายกฯ อธิบายได้แต่ความเป็นมาของแต ห่อง นี้ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ถึงความสำคัญ ทำให้มีนักท่องเที่ยวหลายท่าน ตลอดถึงครูบาอาจารย์มาถามผม ก่อนอื่นก็ขอชมเชยท่านนายกฯ ที่มีความตั้งใจ แต่ขอติหน่อยที่ทำงานมวลชนแล้วไม่มีฐานข้อมูล ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในงานอาจเกิดความสับสนได้และคิดว่าลานสาวกอดเป็นเรื่องจริงของคนอ่าข่าได
้           ผมตั้งคำถามหลายข้อเหมือนกันกับงานนี้ เช่น การใช้ชื่อ “ ย้อนรอยลานสาวกอด ” มันเหมาะสมหรือไม่ อย่าลืมนะครับว่าในสังคมไทยมีองค์ความรู้อยู่ชุดหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องนี้และคนอ่าข่าไม่ยอมรับ ขณะเดียวกันพยายามต่อต้านในองค์ความรู้นี้ว่าไม่จริง เป็นเท็จ อย่างไรก็ตามคนในสังคมเข้าใจและยอมรับในองค์ความรู้ชุดนี้อย่างมาก หากมองในอีกแง่หนึ่ง ยังมีคนที่ไม่ได้มาร่วมในงานนี้แต่ได้บริโภคสื่อ เขาเข้าใจกับลานสาวกอดที่ว่านี้อย่างไร จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นการตอกย้ำว่าลานสาวกอดเป็นเรื่องจริง??
          เมื่อเขียนมาถึงบรรทัดนี้ ผมขอทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านเกี่ยวกับลานสาวกอดที่ว่านี้นะครับ มีผู้เขียนตำราและสื่อต่างๆเผยแพร่ลานสาวกอด บอกว่ามาจากภาษาอ่าข่าสองคำผสมกับ คือ แต กับ ข่อง ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ จริงๆแล้วจากคำบอกเล่าผู้รู้จริงๆ เช่น พี้ม่า โจ่ว มา ซึ่งเป็นผู้นำตำแหน่งทางวัฒนธรรม ไม่ได้มาจาก 2 คำครับ มาจาก 4 คำ แต่ย่อให้เหลือ 2 คำ แต มาจากคำว่า ตอแต แปลว่าท่องเที่ยว ห่อง มาจากคำว่า หมี่ ห่อง แปลว่า แผ่นดิน ดังนั้นคำว่า แตห่อง จึงมีความหมายที่ชัดเจนคือ ดินแดนในการท่องเที่ยว ทีนี้ลองมาดูความสำคัญของแตห่องนี้นะครับว่าสำคัญอย่างไร ตามความเชื่อของอ่าข่านี้ แต ห่อง มีความสำคัญ 4 อย่าง อย่างแรกคือ มีความสำคัญในแง่พิธีกรรม ตัวอย่างเช่น หากครอบครัวใดมีลูกสาวไปแต่งงานกับชุมชนอื่น เมื่อเกิดการหย่าร้างและกลับมาหาพ่อแม่ ขณะที่อยู่กับพ่อกับแม่ได้เสียชีวิตลง เมื่อเอาศพไปฝังแล้ว ต้องรีบกลับมาที่แตห่อง เพื่อมาเต้นและเล่นแตหอง เพราะเชื่อว่าการที่คนในชุมชนเล่นก่อน ทำให้สิ่งชั่วร้ายต่างๆไม่สามารถเข้ามาในชุมชนและสร้างความเดือดร้อนได้ ประการที่สองเป็นแหล่งบูรณาการถ่ายทอดความรู้ จากรุ่นสู่รุ่น ในอดีตในแตห่องมีผู้หญิงและผู้ชายนั่งอยู่จริง มีการนั่งสลับระหว่างผู้หญิงผู้ชายคละกันไป แต่ไม่ได้มีเฉพาะหนุ่มสาวเท่านั้น จะมีหลายรุ่นอายุ ทั้งคนเฒ่าคนแก่ วัยทำงาน วัยรุ่น เด็ก ในที่นี้มีการละเล่นทั้งดนตรี เช่น แคน ซึง มีการละเล่นพื้นบ้านอ่าข่า ทั้งที่อยู่ในรูปวงกลม หรือเข้าแถวเรียงหน้ากระดาน มีการก่อไฟ การบูรณาการการเรียนรู้คือเมื่อผู้รู้เต้นหรือเป่า เด็กหรือผู้ยังไม่เป็นก็ไปดู และทำดู สุดท้ายทำเป็น นี่เป็นการบูรณาการการเรียนรู้ที่ไม่ต้องมีตำรา ไม่ต้องมีห้องเรียน แต่เป็นการเรียนรู้โดยการทดลองทำดู เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

          มีคนเข้าใจว่าเมื่อขึ้นมาที่แตห่อง แล้วสามารถกอดสาวได้ตามใจชอบ หรือเมื่อเบื่อคนไหนก็เปลี่ยนไปหาคนอื่น มั่วกามโลกีย์ นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงนะครับ เพราะความเข้าใจผิดทำให้คนข้างนอกที่ไม่ใช่อ่าข่าถูกปรับสินไหมไปหลายราย บางรายถูกชาวบ้านประชาทัณฑ์มาแล้ว จริงๆเรื่องนี้น่าสนใจมาก คนอ่าข่าพยายามพูดให้ชาวโลกได้ฟังว่า แตห่องมีจริง แต่ลานสาวกอดในนัยยะที่สื่อเผยแพร่นั้นไม่มี ทุกครั้งที่เผยแพร่ออกมาคนชนเผ่าอ่าข่าจึงขอความเป็นธรรมจากสังคม อย่างเช่นกรณีแก้วกลางดง บทละครชื่อดัง กับกรณีเอ็มเค เป็นต้น
          ประการที่สาม เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เมื่อคนอ่าข่าเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักตลอดทั้งวัน ก็ถึงเวลาพักผ่อน กินข้าวเย็น (อ่าข่ากินประมาณหนึ่งทุ่ม) เสร็จก็ขึ้นมาที่แต ห่อง และมีการพบปะพูดคุย เช่น วันนี้ไปไหนมา พรุ่งนี้จะไปไหน มาเอามื้อเอาแรงกันไหม? ตลอดถึงแลกเปลี่ยนในเรื่องอื่น การแลกเปลี่ยนไม่ได้แลกเปลี่ยนเฉพาะผู้ชายกับผู้ชายเท่านั้น แต่แลกเปลี่ยนทุกเพศทุกวัย
          ประการสุดท้าย แตห่อง เป็นแหล่งสร้างความสามัคคี ในอดีตคนในชุมชนทะเลาะกันแทบไม่ได้เห็น และหากเกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันเกิดขึ้น จะถูกปรับสินไหมจากผู้อาวุโสในชุมชน ความสามัคคีเกิดจากการทำกิจกรรมร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันบ่อยๆ ทำให้เกิดความขัดแย้งและปัญหาน้อย ตลอดถึงเจ้าแตห่องเป็นที่ระบายความในใจ ให้กับเพื่อน รุ่นพี่ หรือผู้อาวุโส ทำให้เกิดการลดช่องว่างระหว่างอายุ แตห่อง นอกจากมีความสำคัญต่อคนอ่าข่าดังที่กล่าวมาแล้ว ยังถือว่าเป็นศาสนสถานที่สำคัญหนึ่งในสี่ด้วยที่คนอ่าข่าเคารพนับถือมากที่สุด

          เมื่อพูดถึง แตห่อง แล้วขาดไม่ได้เลยต้องพูดถึง หนุ่มสาว ที่ขึ้นมาเล่นในแตห่อง และถูกพาดพิงกล่าวหาว่ามามั่วกามโลกีย์ ผมต้องทำความเข้าใจถึงการแบ่งผู้หญิงและผู้ชาย อ่าข่าได้แบ่งผู้หญิง 4 ช่วงชีวิต ช่วงแรก เรียกว่า อะบูหย่า แปลว่าเด็กน้อย ซึ่งเด็กน้อยนี้มีอายุตั้งแต่เกิดจนถึง 13 ปี 13 – 18 ปี เรียกว่า หมี่ เตอ เตอ จ่อ แปลว่า เข้าสู่วัยสาว 18 - 25 ปี เรียกว่า จอมา หมี่ โล แปลว่าพร้อมที่จะออกเรือน และ 25 ปีขึ้นไป อ่าข่าเรียกว่า หมี่ ดะ ดะ โอ๊ะ หรือ หมี่ ดะ ช่อ หม่อ แปลว่าสาวแก่ สัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเป็นสาวในช่วงไหน ดูได้จากการแต่งกาย เช่น หมวก

          ในส่วนผู้ชาย แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกตั้งแต่เกิด จนถึงอายุ 13 ปี เรียกว่า อะลี หย่า แปลว่าเด็กชาย และ หลังจาก 13 ปี เรียกว่า ฮ่า เจ่ หญ่า โย แปลว่าเป็นผู้ชายเต็มตัว พร้อมที่จะมีเรือน มีตำราเขียนอยู่หลายเล่นที่พูดถึง คาจีระดะ ที่บอกว่าเป็นผู้ชายที่มีไว้เปิดพรหมจารีของหญิงชาวอ่าข่า แท้จริงคำนี้เพี้ยนมาจากคำว่า ฮ่า เจ่ หญ่า โย และในวิถีชีวิตของอ่าข่าไม่ได้มีอย่างที่ในหนังสือหรือสื่อเผยแพร่

่           หากจะพูดถึงเรื่อง แตห่อง มิดะ หญ่าดะ แล้วเป็นที่ถกเถียงกันมาในเมืองไทย การอธิบายจะต้องมีความน่าเชื่อถือ มีหลักฐานอ้างอิง มีความเป็นวิชาการ และที่สำคัญต้องมีหลักตรรกะ เพื่อแก้ข้อครหาที่ว่าคนอนุชนไม่ยอมรับการมีอยู่จริงของแตห่อง หรือสานสาวกอด ผมจึงได้ไปประเทศจีน พม่า ลาว เพื่อตามหาในเรื่องราวเหล่านี้ มีการอ้างอิงบุคคล สถานที่ ( หนังสือเล่มนี้กำลังจะเขียนเสร็จอีกไม่นาน ) จากการศึกษาเพื่อการเปรียบเทียบ ปรากฏว่าในเมืองจีน พม่า ลาว ไม่พบประวัติทั้งงานเขียน และในวิถีชีวิตทั้งที่เกี่ยวกับ ลานสาวกอด คาจีรดะ คาจีหมีดะ หรือประเด็นอื่นๆที่คนอ่าข่าในเมืองไทยไม่ยอมรับ และน่าแปลกอย่างยิ่งสิ่งเหล่านี้พบแค่เมืองไทยในแง่ตำราที่คนไทยเขียน แต่คนฝรั่งเขียนก็ไม่พบ ทั้งๆ ฝรั่งขึ้นไปเขียนเรื่องราวคนอ่าข่าในเมืองไทยก่อนคนไทยบางคนด้วยซ้ำไป

          จึงมีคำถามมากมายว่า ความจริงๆคืออะไร ? ทำไมถึงเขียนอย่างนั้น เขียนหรือถ่ายทอดอย่างนั้นเพื่อนอันใด มีอคติหรือไม่ คำถามเหล่านี้ล้วนแต่เป็นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามคนชนเผ่าอ่าข่าในฐานะเข้าของวัฒนธรรม ซึ่งต้องรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องราวของเขา ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่จริง และเป็นเท็จ และขณะเดียวกันหลายสิ่งก็ยอมรับว่าเป็นจริงดังในหนังสือหรือสื่อเผยแพร่ออกมาถึงแม้ว่าโดยภาพรวมแล้วมีผลประทบต่อคนอ่าข่าก็ตาม เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ผมจึงอยากให้ทำความเข้าใจใหม่ว่าในวิถีชีวิตของคนอ่าข่าทั้งในประเทศจีน พม่า ลาว และเมืองไทย ที่มีประชากรคนอ่าข่า หรือ ฮัน หนี่ จู๋ 2 ล้านกว่าคน ยอมรับว่ามี แต ห่อง หรือ ลานวัฒนธรรม แต่ขอปฏิเสธการมีอยู่จริงของ ลานสาวกอด คาจีระดะ คาจีหมีดะ เพราะนั้นเป็นตำนานเท็จที่บางคนสร้างขึ้นมาเพื่อให้ชนเผ่าอ่าข่าเป็นคนแปลกในสังคมไทย

ป. อายิ


คุณคิดอย่างไง ให้เราได้รับรู้ด้วยคะ

Poulet: ขอบคุณมากๆสำหรับบทความที่น่าสนใจมากๆบทนี้ค่ะ
ได้ยินคำว่าลานสาวกอดมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่เคยทราบความหมาย/เรื่องราวที่แท้จริง รวมถึงเคยได้ทราบข้อมูลผิดๆมาด้วย จากการอ่านบทความบางแห่ง (นานมาแล้วจำแหล่งไม่ได้) และจากการพูดประเภท "เขาบอกว่า" --- ส่วนตัวไม่ได้เชื่อข้อมูลพวกนั้นนะคะ เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่สอนให้ศึกษาหาข้อมูลหลายๆแหล่งมาพิจารณาก่อนตัดสินในเชื่อ และพอยิ่งโตขึ้นมาจนมีลูกอย่างวันนี้ ก็ยิ่งไม่เชื่อว่าจะมีประเพณีอะไรในแผ่นดินไทยที่ออกจะประหลาดและไม่สงวนตัวแบบนั้น

น่าจะนำข้อมูลนี้ไปเผยแพร่ต่อสาธารณะชนให้มากขึ้นนะคะ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง :))
  (15.01.2007, 03:47)


พี่อายิ ( ป.อายิ): ขอบคุณ poulet มากครับที่จะนำเอกสารไปเผยแพร่ จริงๆยังมีคำที่ผิดพลาดอีกหลายคำ ผมเคยนำผู้อาวุโสเผ่าอ่าข่า อายุ 60 ปีขึ้นไป มาประชุมสัมมนาเรื่องนี้ที่สมาคมอ่าข่า จำนวน 3 ครั้ง จากการพูดคุยแลกเปลี่ยน อ่าข่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่ร้องในบทเพลงหรือในหนังสือสามสิบชาติในเชียงราย แต่เราถูกเขียนผิดเพี้ยนด้วยปัจจัย 4 ข้อคือ ข้อแรกคือการสื่อความหมายที่คนอ่าข่าไม่เข้าใจ และคนเขียนไม่เข้าใจอ่าข่า ข้อสอง การพูดเล่นของคนอ่าข่า และนักเขียนไปเขียนเป็นเรื่องจริงจัง ข้อสามคือการตีความเอาเอง เห็นประตูหมู่บ้าน เห็นลานวัฒนธรรม (ลานสาวกอด) ก็ตีความเอง และข้อสุดท้ายคือการเขียนโดยจินตนาการเอง เขียนบทสมมติให้อ่าข่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ท้ายสุดทำให้ผิดเพี้ยนโดยเจตนาและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ที่แน่ๆๆจากคำเขียนที่ผิดเพี้ยนมีผลกระทบต่อคนอ่าข่ามากมาย ใครรับผิดชอบ?????????
  (15.01.2007, 04:58)


จ๊ะเอ๋: ดีใจที่ยังมีคน นึกถึงอนุชนรุ่นหลัง โดยมีคนที่เป็นชนเผ่าเขียนเรื่องราวตีแพ่ ซึ่งทำให้คนที่เป็นชนเผ่าเอง ที่ยังสับสนกับคำถามที่คนในสังคมถามเขาและเขาเองยังหาคำตอบที่ชัดเจน ให้กับตัวเองและสังคมที่เฝ้าถามเขามาตลอดไม่ได้ บทความนี้เป็นประโยชน์แก่ ชนเผ่าตนเอง และสังคมที่จะได้รู้สักที ทำให้หาคำตอบให้ตัวเองได้
  (15.01.2007, 06:16)


จ๊ะเอ๋: ทบความนี้เป็นเหมือนบทสรุปที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจ ไม่ว่าชนเผ่าของตนเองที่ยังสับสน และคนในสังคมที่ยังเข้าใจแบบผิดๆมาโดยตลอด แต่ต้องมองโดยที่ไม่มีอคติอยู่ในใจและความคิด
  (15.01.2007, 06:22)


ส้มโอ: เป็นกำลังใจให้ชาวอ่าข่าที่ต้องการให้สังคมภายนอกรับทราบถึงความจริงที่ถูกบิดเบือนนะคะ
  (15.01.2007, 07:41)


จันทร์ ฤา จะฉาย: น่าภูมิใจแทนชาวอ่าข่าที่มีผู้เสียสละอย่างคุณป.อายิ ที่ศึกษาและค้นคว้าเรื่องราวต่างๆและเรียบเรียงมาถ่ายทอดให้กับสาธารณะชนได้ทราบข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น
  (16.01.2007, 02:53)


ae: อ่านแล้วทำให้เข้าใจอาข่ามากขึ้น จากที่เคยได้สัมผ้สมา ขอให้หาบทความที่ไขข้อสงสัยมาแจ้งกันอีกน๊ะค่ะ
  (16.01.2007, 04:43)


ป้าลักษณ์: อื้อ อึ้ง
แล้วใครจะเข้ามาอ่านบ้างเนี่ย.. อยากสื่อให้ไทยพื้นราบ แล้วก็บอกชนเผ่า ทุกเผ่าให้ช่วยกันอธิบาย รวมทั้งอาข่ากันเอง เข้าใจกันให้ลึกซึ้ง น้อง ๆ รุ่นใหม่ อยากทันสมัย เขาด่าว่า "ลานสาวกอด" ก็ตอบเขาไม่ได้ ได้แต่โมโห

ลุกขึ้น มาศึกษา หาคำตอบ แล้วบอกให้เขาเข้าใจบ้าง ทันสมัยได้ ดีด้วย แต่อย่าลืมของเดิม นะจ๊ะ

คนไทยพื้นราบ ที่เคยร่วมงานด้วย ขอวอน
  (16.01.2007, 15:17)


มมังการ: ด้วยจิตวิญญาณที่เป็นความอ่าข่ารู้สึกข่มขื่นเสมอที่ "วัฒนธรรมอ่าข่า"ถูกย่ำยี และ ถูกนำไปค้าขายเป็นสินค้า และบางสถาบันตั้งชื่อว่าเป็นสถาบันชาติพันธุ์ศึกษา แต่กลับไม่นำเรื่องของชาติพันธุ์มาเขียน เอาเรื่องชาติพันธุ์มาแอบอ้างหน้าตาเฉย เรื่องนี้ ป.อายิรู้ เป็นอย่างดี ฝากให้ ป. อายิ ตีแผ่ความเป็นจริงได้แล้ว ว่าเขาอ้างชาติพันธุ์ต่างๆด้วยเหตุผลของคำว่าเงินเพียงตัว น่าสงสารบุคคลที่มาแอบอ้างชนชาติพันธุ์ แต่เขาได้เงินไปกิน (ไปใช้จ่าย) อย่างสบาย
  (17.01.2007, 05:57)


คนไม่กล้าใส่ชื่อ: อย่าลืมว่าทุกอย่างเป็นเพียงมายา ที่ทำให้เราหลงติดมันเป็นเพียงนามธรรมที่ไม่อาจจับต้องได้ หากอ่าข่าไม่มีสิ่งนั้นก็ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นทุกสิ่งเป็นเพียง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียนรู้เพื่อปล่อยวาง นั่นแหละสุขแท้ หวังว่าอ่าข่าจะได้สุขเช่นฉันนี้บ้าง
  (17.01.2007, 06:04)


โบกี้: ได้ยินเพลงมิดะมานานแล้วค่ะ เมื่อก่อนคิดว่าเดี๋ยวนี้คงไม่มีมิดะแล้วมั้ง แต่พอโตมาถึงรู้จากเจ้าของวัฒนธรรมว่า...ไม่มีมิดะเพื่อกามโลกีย์บนลานสาวกอด...

แล้วพอเรียนมากขึ้นทำให้รู้มากขึ้นไปอีกว่า "มิดะ" และ "ลานสาวกอด" กลายเป็นวาทกรรมที่คนนอกสร้างขึ้นและตีความอย่างผิด ๆ อาจเนื่องมาจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (ตามทฤษฎีเค้าว่าไว้อย่างนี้ค่ะ) อย่างเช่น การสร้างวาทกรรมเรื่อง "ชาวเขา ทำลายป่า" อันนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า รัฐต้องการช่วงชิงอำนาจการดูแลจัดการทรัพยากรอย่างชัดเจน...

ส่วนการสร้างวาทกรรมเรื่อง "มิดะ" และ "ลานสาวกอด" นั้น ไม่ทราบแน่ชัดเหมือนกันค่ะว่าผู้สร้างวาทกรรมต้องการอะไรกันแน่ ใครเป็นคนสร้าง ส่วนจรัล มโนเพชร คิดว่าคงหยิบเรื่องราวจากวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเขียนเป็นเพลงอีกที แล้วก็มีอิทธิพลสูงมากในการทำให้คนเชื่อซะด้วย...

คงต้องค้นหาคำตอบกันต่อไปค่ะ และยังมีอีกหลากหลายวาทกรรมที่คนนอกพยายามสร้างขึ้นจากความเชื่อและความรู้เดิม ๆ เช่น "ชาวเขาสกปรก ชาวเขาขายตัว ฯลฯ" ดังนั้น ผู้ที่รับข่าวสารไม่ว่าจะใด ๆ มันคงต้องผ่านไส้กรองของสมองอย่างมากมายทีเดียวค่ะ

ขอบคุณค่ะ
  (17.01.2007, 16:01)


เก๋ซัง: นี่แหละวาทกรรมที่คนสร้างมาครอบงำความคิดคนอื่นโดยปราศจากความเข้าใจที่แท้จริง
ความรู้คืออำนาจ อำนาจที่เหนือกว่า
  (18.01.2007, 08:00)


คนชาติพันธุ์: คุณค่าของคนชาติพันธุ์รึจัถูกลดทอนมาเป็นสินค้าหมดแล้วหรือไงเนี่ย
  (18.01.2007, 08:06)


คนโผล่ว: เข้ามาอ่านแล้วนะ เป็นกำลังใจให้ ป.อายิ และพี่น้องอ่าข่าทุกๆคน ก็คงต้องทำการบ้านต่อไป โดยเฉพาะการสือสารกับคนของเราเอง ที่เป็นผู้นำในทุกระดับ และน้องๆเยาวชนอ่าข่า
เมื่อเราเข้าใจ มั่นใจ เราก็สือสารได้กับทุกๆคน
  (31.01.2007, 13:30)


เกียรติศักดิ์ ม่วงมิตร: ขอแสดงความยินดีกับ ป.อายิ ด้วยคนครับ ที่สามารถค้นคว้าหาหลักฐานมาอ้างอิง โต้แย้ง ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล และน่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวผมคิดว่าคุณจรัล แต่งเพลงนี้มิได้มีเจตนาจะดูหมิ่นชาวอาข่า คุณจรัลเท่าที่ผมรู้จัก (แม้มิใช่ส่วนตัว) เป็นคนที่ให้เกียรติคน (โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อย) มาก ๆ คนหนึ่ง
  (05.02.2007, 15:12)


จากคนหวังดี: เป็นกำลังใจให้นะค่ะพี่ ป อายิ สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆนะค่ะ
  (06.02.2007, 07:43)


จากคนหวังดี: อยากรู้จักคนเขียนบทความนี้จัง ถ้าใครรู้จักช่วยแนะนำหน่อยสิค่ะ
  (06.02.2007, 08:00)


ป.อายิ: คุณจรัญ จริงๆผมก็ชอบท่านนะ ผมเคยคุยกับท่านครั้งหนึ่ง และเคยถามเรื่องเกี่ยวกับเพลงมิดะ ท่านบอกว่าเอาเนื้อเพลงมาจากหนังสือสามสิบชาติในเชียงราย โดยท่านก็ไม่รู้ข้อเท็จจริง ท่านยังบอกด้วยว่า หากจะเรียกร้องให้แบนเพลงนี้ ก็ต้องเรียกร้องให้แบนหนังสือพวกนั้นด้วย โดยส่วนตัวผมก็เชื่อว่า คุณจรัญไม่มีเจตนาหมิ่นชาวอ่าข่า แต่เสียดายมาก ที่วันนี้ไม่สามารถเอาคุณจรัญมาพูดคุยได้
  (07.02.2007, 06:34)


นพวรรณ: ได้ยินเพลงมิดะมานานแล้ว เมือก่อนคิดว่าคงมีจริงมั้ง แต่พอได้อ่านบทความนี้แล้วทำให้ทราบว่าได้เป็นจริงตามที่เพลงนั้นเสนอมา อยากให้คนภายนอกทราบว่าเรื่องมิดะ ลานสาวกอดไม่ได้เป็นความจริง และอย่างที่คุณโบกี้พูดก็ถูกนะค่ะ ที่บอกว่าคนภายนอกจะมองว่าชาวเขาสกปรก ชาวเขาขายตัว อยากให้พวกเราชาวเผ่าช่วยกัน ให้เค้ารู้ว่าเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างที่เค้ากล่าวหากัน ให้เค้ารู้ว่าชาวเผ่าก็มีดี
  (08.02.2007, 08:12)


นิสิตลาหู่ ม.ราชภัฏ: ผมเป็นชนเผ่าลาหู่น่ะครับ กำลังจะเป็นบัณฑิตในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่
ทุกท่านทราบไหมครับว่าชนเผ่าลาหู่เดี๋ยวนี้คนเรียนปริญญาโทจบแล้วมีงานมีการทำก็มีมากมายแล้วน่ะครับ ฉะนั้นสิ่งแรกที่อยากจะฝากทุกท่านที่ได้อ่านข้อความของผมช่วยฝากฝังจิตสำนึกแด่พี่น้องชาวลาหู่ในเรื่องการศึกษาแก่ญาติพี่น้องหรือชุมชนลาหู่ที่ท่านรู้จัก
ผมอยากจัดตั้งองค์กรเครือข่ายนักศึกษาลาหู่ในประเทศไทย แล้วอาสาพัฒนาชนเผ่าของเราให้เข้มแข็ง นี่คือจุดมุ่งหมายของผมถ้าเพื่อน ๆ หรือพี่ ๆ คิดและอยากทำสิ่งที่ดี ๆให้กับสังคมติดต่อกับผม ที่ teekon2000@yahoo.com หรือ teekon2000@hotmail.com ขอบคุณครับ...........
  (27.02.2007, 05:40)


น้องเก๋: จริงๆ แล้วงานขียนนั้น ขึ้นอยูที่ว่าผู้เขียนต้องการนำเสนออะไร เพื่อจุดประสงค์ใด ซึ่งก็ต้องคำนึงถึงประเภทของงานที่เขียนด้วย เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งที่ถูกกล่าวถึงด้วย แหล่งข้อมูลที่ได้บวกกับทัศนคติทำให้เกิดความแตกต่าง
  (27.02.2007, 06:49)


jamu: นิสิตลาหู่ครับ ผมก็เป็นชนเผ่าลาหู่ แดง ผมอีกคนหนึ่งซึ่งอยากมีองค์กรเช่นกันครับ
แต่ถ้าอยากติดต่อกันเป็นส่วนตัวก็มาตามอีเมล์นะครับ P278900@hotmail.com นะครับ ชื่อผม นายจะมู จะก่า นะครับแล้วเจอกันใหม่นะครับ
  (27.02.2007, 09:12)


จ๋า: มันก็เป็นเรื่องยากนะที่จะเปลี่ยนความคิดของคนนอกจากจะให้บุคคลที่เป็นคนให้ข้อมูลที่ผิดตั้งแต่แรกออกมายอมรับว่าเป็นการเข้าใจและสื่อความหมายออกมาผิดๆ ทำให้เจ้าของวัฒนธรรมเขาเดือดร้อน อาจจะใช้ความคิดของตัวเองเป็นหลักโดยไม่ได้หาหลักฐานมายืนยันให้ชัดเจนก่อนจะทำอะไรลงไป ทำให้คนที่เขาไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่ดีๆ ของชนเผ่ามาก่อนพอได้อ่านก็จะเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อก่อนตัวของข้าพเจ้าเองก็คิดเช่นนั้นแต่พอได้เข้ามาอ่านและศึกษาข้อมูลดูแล้วไม่มี ประเพณีเช่นนี้เลยแต่จะมีสักกี่คนที่จะใส่ใจที่จะหาข้อเท็จจริง ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะค่ะ
  (28.02.2007, 06:00)


นา: พึ่งเข้ามาเปิดดูค่ะ เพราะไม่เคยรู้ว่ามีเว็บของอาข่าด้วยและก้อเผ่าอื่น ๆ ค่ะ
ที่เข้ามาเปิดเว็บดั้ยเพราะมีทีมงานมาเผยแพร่เว็บด้วย เลยลองเข้ามาเปิดดู เรื่องราวใน
เว็บมีเนื้อหาน่าสนใจมาก ๆ ค่ะ ดีใจค่ะที่ดั้ยเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
  (18.03.2007, 03:58)


ดุ่ย ดอนเมือง: ไม่ใช่เรื่องลานลาวกอดเท่านั้นที่เข้าใจผิดกัน มีเรื่องราวมากมาย เมื่อมนุษย์ฉลาดขึ้น สื่อสารกันได้มากขึ้น ความเข้าใจที่ถูกต้องก็กระจ่างขึ้น เท่านั้นเอง เป็นปรากฏการณ์ธรรมดา ไม่เชื่อลองคิดดูก็ได้ ฝรั่งยังเข้าใจคนไทยผิดๆ อีกมากเหมือนกัน เมื่อเข้าใจถูกแล้วก็ช่วยกันเผยแพร่ แต่อย่าไปครอบงำความคิดคนอื่นให้คิดเหมือนตัวเองล่ะ
  (16.04.2007, 00:46)


ฟุ: ใครเหงาก็แอดมาคุยได้นะค่ะที่ame_wowar01@hotmail.comvk-jkgs,nvodyocs]t8jt
  (21.04.2007, 08:17)


เด็กหุบเขา: ขอให้อาข่าหญ่าทุกคนมีความสุขนะคร้บ
  (19.05.2007, 14:22)


หนามเตย: สวัสดีค่ะ
การเข้ามาอ่านข้อมูล “ลานสาวกอด” ถือเป็นความบังเอิญ
แต่ดีใจที่ได้เข้ามา และเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อ ลานกะลาล่าเซอ มิดะ และ อาข่า
เรื่องบังเอิญคือคุณพ่อซื้อหนังสือ “แปลก” ปีที่ 34 ฉบับที่ 1630 วันศุกร์ที่ 18-24 พ.ค. 2550
ดิฉันก็อ่านไปเรื่อยๆ เพราะมีแต่เรื่องแปลกจริงๆ แล้วก็ได้มาสะดุดใจที่บทความหน้า 34
ชื่อบทความว่า “ลานกอดสาวกะลาล่าเซอ”
ชื่อบทความย่อยคือ “วิถีทางเพศของชาวอีก้อ”
ชื่อของผู้เขียนบทความคือ “ขนบประเพณีและวิถีชีวิตชาวเขา โดย นรชัย”
กล่าวถึง ลานกะลาล่าเซอ ,กิจกรรมที่ชาวอาข่ามีที่ลานแห่งนี้, มิดะ, คะจีราดะ
ซึ่งก็เป็นเรื่องราวที่เคยรับรู้มา บางส่วนของบทความเขียนไว้ว่า

“ขนบประเพณีของชาวก้อทั้งหลาย ผิดแปลกไปจากชาวเขาเผ่าอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องความรักความใคร่
และความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหนุ่มสาวอิสรเสรีในเรื่องนี้ หนุ่มสาวก้อได้รับสิทธิ์จากพ่อแม่เต็มที่
จะรักใครชอบใคร มีสัมพันธ์ทางเพศกับใคร พ่อแม่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เว้นแต่จะตกลงแต่งงาน
เป็นคู่ผัวเมียที่แน่นอน พ่อแม่ถึงจะเข้าไปมีบทบาทร่วมด้วย

ลานกอดสาวกะลาล่าเซอ เป็นเสมือนจุดนับพบยามค่ำคืนของหนุ่มสาวซึ่งผ่านการเรียนรู้ทางเพศจาก
มิดะ และ คะจีราดะ มาแล้ว ทั้งยังเป็นสถานที่เกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว โดยไม่มีผู้ใหญ่เข้าไปรบกวน
ให้หงุดหงิดใจแต่อย่างไร..........หนุ่มที่หมายตาใดก็จะเข้าไปทักทายชวนคุยด้วยถ้อยคำรื่นหู
ส่วนใครที่มีคู่รักก็แยกออกไปนั่งเป็นคู่ๆห่างจากกลุ่ม ฝ่ายชายซึ่งมีผ้าห่มติดมือมาด้วย จะใช้ผ้าห่ม
ห่มให้สาวคนรักเข้ามาอยู่ร่วมในโปงเดียวกัน ส่วนสภาพการณ์ภายในโปงจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่ที่
สาวเจ้าจะยอมให้ชายคนรักไขว่คว้าหาความอบอุ่นแค่ไหน ส่วนมากคู่ซึ่งเป็นคู่รักมักไม่หวงเนื้อหวงตัว.........”

อ่านแล้วตกใจว่าชาวเขาที่ถือเรื่อง “การผิดผี” เป็นสิ่งต้องห้ามมิใช่หรือ แต่เรื่องที่เพิ่งอ่านจบนี้คืออะไร
เป็นอย่างนั้นจริงๆหรือ จึงอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม และก็ได้บังเอิญเข้ามาในเวบนี้อย่างที่กล่าวไว้
แล้วก็ยิ่งทำให้ตกใจอีก ว่าเรื่องราวที่รับรู้มาตลอดกว่า 30 ปี เป็นเรื่องที่เกิดจากการตีความผิด ความเข้าใจผิดหรือ
เรื่องนี้ควรจะได้รับการเผยแพร่ให้ได้รับทราบกันอย่างกว้างขวางนะคะ
ขอให้ตั้งใจต่อไป เป็นกำลังใจให้ และจะเข้ามาเยี่ยมเวบนี้บ่อยๆค่ะ
  (19.05.2007, 17:53)


หนามเตย: สวัสดีอีกครั้งค่ะ
ตอนนี้กำลังพยายามช่วยให้เพื่อนๆได้รู้จักเวบนี้กันอยู่ค่ะ
ยังเห็นว่าเรื่องราวนี้เป็นประโยชน์นะคะ
ถ้าเพื่อนๆเข้ามาอ่าน เข้ามาดูกัน
ขอความกรุณาบอกต่อๆกันไปด้วยนะคะ
ช่วยๆกันนะคะ
  (22.05.2007, 16:19)


ป. อายิ: คุณหนามเตยครับ ผมก็เห็นข้อความที่น้องว่าเหมือนกัน แต่ข้อความที่คุณนรชัยเขียนนั่น มันคัดมาจากของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ครับ ผมในฐานะเข้าของบทความและคนชนเผ่าขอบคุณที่คุณเข้ามาอ่าน และพยายามเข้าใจ จริงๆเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องที่พยายามสร้างคนชนเผ่าให้เกิดความแปลกในสังคม เพื่อหวังการยอดขายหนังสือ จริงๆเรื่องเหล่านี้ผมมีข้อมูลแยะ และหากอยากนำไปเผยแพร่ ผมยินดีที่จะให้ข้อมูล ติดต่อผมมาได้ที่ tagoona_yi@hotmail.com
  (25.05.2007, 09:41)


ชาวเผ่า: ขอให้เผ่าเราจงเจริญ
  (30.05.2007, 00:41)


กี้ร์: ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ผมก็รักและต้องการใช้ชีวิตร่วมกับชาวอาข่าตลอดไปนะครับ
เป็นกำลังใจให้ชาวอาข่าทุกคนนะครับ
  (07.06.2007, 07:19)


ครุริน(หมี่ก่า จ.ตาก): ขอบคุณ ป.อายิที่ช่วยเป็นกระบอกเสียงและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
  (02.07.2007, 07:35)


แทม: รู้สึกว่าอ่าข่าหญ่าเป็นชนเผ่าที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับอ่าข่ามากขึ้นไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม อยากเห็นชาวอ่าข่ามีกันรวมตัวมากขึ้น เราจะเห็นหลายหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้เห็นควาสำคัญและให้ความช่วยเหลือมากขึ้น แล้วเราอ่าข่าหญ่าจะนื่งดูดายได้อย่างไง ทุกคนช่วยกันนะค่ะ !!!!!!!!!!!!!!! สู้ๆๆตายค่ะ
  (24.07.2007, 07:43)


เบน(หมี่ซอ)นักศึกษา มรช: ดิฉันเป็นอาข่าคนหนึ่งที่รักในความเป็นอาข่าและอยากรักษาชาติพันธุ์ของตนไว้ไม่อย่าให้ใคร
มาดูถูกเหยียบย่ำตลอดเวลาที่ฉันศึกษาอยู่ต้องเจอการดูถูก ล้อเลียนจากเพื่อน รังเกลียดบ้าง
หากว่าไม่อาบน้ำบ้างแต่อยากให้เข้าใจว่าชีวิตของชาวดอยไม่ได้เลวร้ายอย่างนั้นและเรื่องลานสาวกอดก็เหมือนกันแม้กระทั่งครุร.ร.ยังพูดดูถูกแต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ภูมิใจในความเป็นอาข่า
ดิฉันคิดว่าฉันมีข้อได้เปรียบเพื่อนคนอื่นมากมาย
  (06.09.2007, 13:56)


ninetoto: ขอโทษ นะครับๆๆ ผมมีเรื่องอยากจะถามซักเรื่องอะ ครับ

บอกดีผมกำลังทำรายงานเรื่องชนเผ่าอาข่า เเล้วเจอในบทความว่า ถ้าหาก คนในหมู่บ้านเกิดลูกแฝด เด็กทารกจะถูกฆ่าเเล้วนำเอาไปทิ้งให้ไกลจากหมู่บ้านจริงมั้ยครับ เพราะเชื่อว่าเป็นปีศาจอะครับ
  (17.09.2007, 12:56)


หนุ่มกรุงเทพฯ: ผมผิดอะไร เคยได้ยินว่าคนกรุงฯชอบหลอกลวงสาวเหนือต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้ว ขอความเป็นธรรมตัดสินด้วยว่ากรณีนี้ใครผิด เรื่องก็คือ ผมได้รู้จักกับสาว บ้านเลขที่ 39 หมู่ 14 ต.แม่นาวาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่บ.แห่งหนึ่งจ.สมุทรสาคร เธอน่ารักนะเมื่อใกล้ชิดความสัมพันธ์ก็มากขึ้น ผมตั้งข้อแม้ไว้ว่าช่วงเวลาที่คบกันขอให้เธอบอกหรือเล่าความจริงทุกอย่างให้รู้ทั้งหมดห้ามโกหกปิดบังต่อกัน การกระทำที่แสดงออกมาของเราทั้งสองคนและผู้คนรอบข้างได้รู้ว่าเราเป็นแฟนกัน จนเราได้เสียกัน ผมพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่างที่ได้ล่วงเกินเธอไป เพราะว่าผมรักเธอ แต่แล้วคืนหนึ่งจู่ๆเธอก็บอกกับผมว่า เธอมีความจริงจะสารภาพกับผม "พี่เราเลิกกันเถอะ พี่ไม่ใช่คนแรกของน้อง น้องมีคู่หมั้นแล้วเรียนอยู่ที่ จ.เชียงราย รอกลับไปแต่งงาน คิดเสียว่าคำพูดที่น้องเคยบอกว่ารักพี่ น้องโกหกก็แล้วกัน ที่ผ่านมาก็แค่สนุกๆ เราทั้งสองต่างก็มีความสุขด้วยกัน อย่าไปคิดอะไรมาก เพราะว่าน้องเคยผ่านผู้ชายมาแล้ว 2 คน พี่นะเป็นคนที่ 3 " เหมือนฟ้าผ่าเข้ามาที่กลางหัวใจ กับคำพูดของสาวที่รัก ( กฤษณา จางวัน น้องติ๋ว )ชาตินี้ผมจะไม่มีวันลืมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ความจริงผมไม่เสียหายอะไร มีก็แต่เสียความรู้สึก ผมได้รู้ความจริงว่าเธอประชดแฟนที่ทะเลาะกันโดยใช้ผมเป็นเครื่องมือหรือเกมส์ในการดึงแฟนกลับมา ยอมลงทุนใช้ร่างกายเข้าแลก "ก่อนเอ่ยคำว่ารักให้กับใคร โปรดจงตรองใจดูให้ดี อยากให้ลองคิดดูอีกที ว่าใจดวงนั้นมันว่างไหม อย่าเอ่ยคำว่ารักให้กับฉัน หากว่ารักนั้นยังสั่นไหว อย่าหลอกกันให้รักแล้วจากไป ปล่อยให้จิตใจต้องเปลี่ยวเหงา ตรองดูให้ดีว่ารักที่มีต่อกัน ที่เธอให้ฉันมันซ้ำมันซ้อนกับใคร อย่าให้ต้องซ้ำเพราะความที่ไม่แน่ใจ ว่าสิ่งใดคือรักที่แท้แน่นอน อย่าเอ่ยคำว่ารักมาอีกเลย ปล่อยให้ลงเอยให้ผ่านไป อยาเอ่ยคำว่ารักให้เจ็บใจ ปล่อยให้ผ่านไปก็คงลืม"ทำได้อย่างไรโกหกผม โกหกแฟน และสำคัญที่สุดก็คือ โกหกตัวเอง ในเมื่อตัวเองยังไม่รักตัวเอง ก็อย่าหวังว่าชาตินี้จะมีใครรักอย่างจริงใจโดยเฉพาะแฟนที่ขนาดเรื่องสำคัญขนาดนี้ยังกล้าทำ บาปกรรมนี้จะติดตัวไปจนตาย สุดท้ายนี่ฝากสอนไว้ว่า จงซื่อสัตย์กับตัวเองและคนที่เรารัก อย่าได้คิดนอกใจอีก มีแฟนแล้วจะประชดแฟนอย่าได้ทำอีกมันไม่ดี
  (25.09.2007, 10:33)


คนไม่กล้าใส่ชื่อ: ผมอยากจะไปเที่ยวจังเลยครับ
  (29.09.2007, 11:38)


เด็กดี: ขอให้อาข่าทุกคนรักและสามัคคีกันไว้ เพื่อความยั่งยืนของชนเผ่า ถึงเราจะไม่ได้เป็นอาข่า
  (15.10.2007, 03:10)


"พาดีซอ": บ่อยครั้งที่ได้ยินเสียใส...ๆ นุ่ม..ๆ เย็น...ๆ ของคุณจรัญ นับแต่ เพลง..อุ้ยคำ..จนหลาย ๆ เพลง กระทั่งเพลง...มิดะ.. ที่สื่อถึงประเพณี/วัฒนธรรม.. ชนเผ่าในทางที่ผิด แต่นั่นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะมันคือความผิดพลาดที่ยากที่จะเรียกร้องให้ผู้กระทำกลับมาอธิบายได้ ดัง ป.อายิ กล่าวในกระทู้ตอนหนึ่งว่า "เสียดายมาก ที่วันนี้ไม่สามารถเอาคุณจรัญมาพูดคุยได้" ครับมันเป็นเช่นนั้นแล้ว แต่ผมว่า ยังไม่สายเสียทีเดียวที่จะแก้ไข แม้คุณจรัล... จะจากไป แต่ผู้ถูกกระทำในเรื่องราวเหล่านั้นยังอยู่ และเป็นอะไรที่น่าภูมิใจ และน่าทึ่งอย่างมาก ที่หนึ่งในนั้น คือ ป.อายิ (ชื่นชมจากใจจริง.....) เพราะอย่างน้อยก็ให้รู้ว่า ป.อายิ คือบุคคลที่กระทำทุกหย่างเพื่อชนเผ่าอันถือเป็นต้นกำเนิด/บรรพบุรุษผู้หล่อหลอมความเป็นคนให้กับเรา ผมเป็นหนึ่งในบุคคลที่อยากทำเช่นนั้น แต่ก็ไม่มีความสามารถพอที่จะกระทำได้ กับบทความ "อวสานตำนาเท็จ ลานมิดะ" ของ ป.อายิ.. ผมเชื่อว่าจะมีอีกหลายคนที่สะท้อนถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้... และนำไปเผยแพร่ให้กับคนที่ยังไม่รู้ ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือ ผม... และเชื่ออีกว่าจากบทความ และการกระทำ ของ ป.อายิ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของพี่ - น้อง ชนเผ่าหลายคนที่หลงลืมในความเป็นชนเผ่า หันกลับมารัก และหวนแหนในจุดก่อกำเนิดตัวตนที่แท้จริงของตนเอง เพราะมันถึงเวลาแล้วที่ สำนึกความเป็นคนของชนเผ่าจะกลับมา
  (02.12.2007, 07:28)


อ่าข่าหญ่า: ขอให้พี่ป.อายิ เขียนบทความดีๆต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ อยากบอกว่าดีใจที่มีคนรักและทำเพื่อชนเผ่าอย่างนี้ น้องเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่อยากทำแบบนี้แต่โอกาสไม่ได้มีให้ทุกคนฉะนั้นเมื่อพี่ป.อายิ มีโอกาสตรงนี้ก็ขอให้ทำต่อไปนะคะ
  (02.12.2007, 13:24)


อ่าข่าหญ่า: อ่าข่าหญ่าคนนี้อยากมีเพื่อนคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ถ้าใครอยากมีเพื่อนคุยเหมือนกันก็ mail มาคุยกันได้นะคะที่ amukky@hotmail.com คะ
  (02.12.2007, 14:33)


ตาแป๊ะ นครสวรรค์: เราคนพื้นราบเข้าใจผิดกันมาโดยตลอด ช่วยชี้แจงขยายรายละเอียดเรื่องของท่านให้มากกว่านี้ จะได้ขยายความเข้าใจต่อกันไปมากขึ้น ดีใจที่เห็นความก้าวหน้าของพวกคุณ สู้เพื่อความเข้าใจที่ดีต่อไป ให้กำลังใจจากใจจริง
  (02.01.2008, 06:52)


ตกดอย: ดีใจที่เห็นบทความที่มีประโยชน์ ต่อสังคมยอดดอยและผู้ไม่รู้ไม่เห็นข้อเท็จจริง แต่ก็ต้องขอบคุณ เจ้าของบทเพลงที่ทำให้สังคมรู้จัก อ่าข่ามากขึ้นแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ส่วนจะจริงไม่จริงอย่างไรนั้นเจ้าของเผ่า หัวหน้าเผ่ารู้กันเอง
  (04.02.2008, 07:47)


ching phong: ติดตามบทความมาก็นานและติดต่ดทางเมล์ไม่เห็นคุณ อายิ หรือ เฟรม เช็ดเมล์เลย ตกลงยังใช้ taGoona_yi@hotmail.com อยู่หรือเปล่าเนี่ยะมีเบอร์โทรหรือที่สามารถติดต่อได้หรือเปล่าคะ
  (04.02.2008, 08:12)


อาข่ามา: ขอให้เผ่าของอาข่าสู้ ๆ ๆ นะค่ะ
  (18.02.2008, 08:06)


นายอาเกอะ บอแช: รู้สึกดีใจไม่น้อยที่เห็นพี่อายิออกมาเคลื่อนไหวเรื่องความเป็นตัวตน ความจริงของชาวอาข่า ผมเองพยายามที่จะสืบค้นเรื่องราวที่เป็นชาวอาข่าอย่างพวกเรามานานพอสมควรครับ หนังสือที่คนไทยศึกษาในสมัยก่อนๆเกือบทุกๆเล่ม ก็นำเรื่องราวที่ผิดเพี้ยนพรรภ์นี้มาขีดมาเขียน ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นการอ้างอิงจากการศึกษาด้วยตนเองจริงหรือเปล่า หรือเป็นการอ้างอิงจากหนังสือจากคนก่อนๆที่เคยศึกษาเอาไว้ หลายเวทีเหมือนกันที่ผมเองพยายามอธิบายว่า "ลานสาวกอด"ที่สังคมภายนอกเข้าใจในความเป็นจริงแล้วมันคืออะไร เพราะการสร้างความเข้าในที่ผิดเพี้ยนเช่นนี้ถือเป็นความผิดอย่างร้ายแรงที่มีผลในทางที่ไม่ดีต่อความเป็นอาข่าอย่างพวกเรา และไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ที่ความพยายามที่พวกเราต่างหดหู่ และไม่สบายใจนี้ จะทำให้สังคมเข้าใจอย่างแท้จริง..
เป็นกำลังใจและขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำพามาซึ่งความเป็นจริงทางสังคมครับ
  (02.05.2008, 01:24)


หน่าคะอ่าข่าลำปาง: คุณป.อายิค่ะ หน่าคะอ่าข่าไม่ได้อยู่แค่ที่เชียงรายนะคะที่ลำปางก็มีคะ
  (01.06.2008, 06:48)


คนไม่กล้าใส่ชื่อ: อยากไปเที่ยวจัง
  (18.06.2008, 14:14)


นิสิตคณะรัฐศาสตร์ มช.: อยากให้ชาวอาข่าหญ่าทุกร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวในการต่อต้านและให้ความกระจ่างในเรื่องประเพณีวัฒนธรรมของพวกเราที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริงแก่สังคม เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่าอาข่าเรานั้นก็เป็นชนเผ่าหนึ่งที่มีประเพณี วัฒนธรรม ที่มีคุณค่า และความศักดิ์สิทธิ์ในตนเองเป็นสิ่งที่ได้สืบทอดมารุ่นต่อรุ่นมาแต่บรรพบุรุษให้คงอยู่คู่กับชาวอาข่าเราตลอดไป
  (21.06.2008, 09:18)


ป.อายิ: หน่าค๊ะอ่าข่า ไม่ได้อยู่แค่เชียงรายถูกต้อง อยู่ด้วยกันสามจังหวัดนะ คือที่เชียงราย อยู่บ้านพนาเสรี (เจ่ดู) ที่ลำปาง ก็บ้านแม่คำหล้า และที่จังหวัดตาก บ้านสี่สิบแปดครับ


แล้วนี่หน่าอ่าข่าลำปาง คือใครนะ ใช่ปณิตตาหรืออามุ หรือเปล่า เดาเล่นๆนะเผื่อถูก
  (03.07.2008, 09:28)


ชาวพุทธ: ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผมศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นชาวพุทธคนหนึ่ง อยากให้โลกสันติ .ใครมีหลักธรรมดีๆ คติเตือนใจ ส่งให้ผมบ้างนะครับแลกกัน
  (07.08.2008, 06:06)


ดี: ดี
  (25.08.2008, 01:22)


นานา: iyddyow;hg5bf
  (12.09.2008, 09:49)


รักพี่น้องชนเผ่า: อ่านแล้วตาสว่างมากเลยค่ะ รู้สึกเห็นใจพี่น้องอาข่ามากค่ะ ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่รับรู้ข้อมูลแบบผิด ๆ มาเป็นเวลานาน แต่วันนี้ได้กระจ่างแก่ใจแล้ว และจะถ่ายทอดความรู้ทีถูกต้องให้ชนเมืองได้รับทราบต่อไป : เพื่อน ๆ สามารถเมล์มาคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ ยินดีมากค่ะ
  (04.11.2008, 05:20)


โตโป: จะเป็นอีกคนหนึ่งที่จะช่วยเผยแพร่สิ่งที่ถูกต้องออกสู่สาธารณชนนะคะ
  (23.11.2008, 05:48)


หมี่โย๊ะ: แต่เพลง"มิดะ" ก็ยังเปิดเผยในที่สาธารณะอยู่นะคะ เราควรหาแนวทางอย่างไรเพื่อไม่ให้เผยแพร่อีกต่อไปดี เวลาเราเดินไปถนนคนเดินที่เชียงใหม่ก็ยังคงได้ยินอยู่ออกบ่อยไปแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร...
  (25.01.2009, 10:43)


ผู้เฒ่าเสือ: มองให้เป็นศิลปะก็พอแล้ว....เพลงเป็นแค่เสียงมราประโลมไม่ให้โลกเหงา...แลเป็นสิ่งที่หลอกหลอนจิตใจเราได้........อย่าไปยึเติดกับมันให้มาก..ทั้งเพลงเก่าและเพลงใหม่ เดี๋ยวนี้โลกพัฒนาไปถึงไหนกันแล้ว..........
  (17.05.2009, 02:35)


ดุสิทธิ์: ผมพอจะเคยได้เห็นชุมชนที่เขามีมิดะจริง ๆ อยู่บ้างแต่ไม่ตรงกับเพลงมากนักแต่เป็นวิถีการหาคู่ครองและผูสืมสกุลของเขาเพื่อไม่ไห้ผู้ที่มีครอบครัวแล้วไม่มีผู้สืบสกุล
  (28.06.2009, 13:04)


ning: ฟังตั้งแต่เป็นเด็กเลยนะ เพลง มิดะ เนี่ย?
ไม่ได้เป็นชาวดอย แต่ก็ไม่ชอบเพลงนี้เลย เพราะดูถูก เพศหญิงมาก น่าจะประชาสัมพันธ์
ทางสื่อให้รู้ข้อเท็จจริงมากกว่านี้
  (09.07.2009, 05:16)


รุ้ง: อยากรู้จักป.อายิจังเลยค่ะ
  (22.08.2009, 07:52)


ป. อายิ: ผมอยู่บ้านแสนเจริญเก่าครับ ต.วาวี อ. แม่สรวย จ. เชียงราย ผมอาจเป็นคนรุ่นกลางๆ จะไปว่าคนเก่าแก่ก็ไม่ใช่ คนรุ่นใหม่ก็ไม่เชิง สรุปง่ายผมเกิดในช่วงหัวเลี้ยวหัวตอ ตอนวัฒนธรรมอ่าข่าเปลี่ยนและถูกรุกอย่างหนัก
  (25.08.2009, 01:34)


จ.กรุเก่าๆ: นี่ท่าน...นับถือ นับถือ เราคิดว่าคงมาถูกทางแล้วซินะ(เจอสักทีนักสู้เลือดชาตินักอนุรักษ์นิยม)/ถูกต้องแล้ว เหมาะสมแล้ว ที่ดำเนินอย่างรู้ผุยผงตน อย่าดำเนินชีวิตอย่างหลงวัฒนธรรม หลงกระแส หลงอำนาจ/บ้าเงินทอง ถ้ามีในดวงจิตนั้น(จงกลับทั้งตัว-หัวใจก่อนเวลาไม่คอยท่า...)พรรษาท่านก็สั่งสมไว้เยอะแล้วนะ น่าจะเข้าใจอะถูก อะไรควร อะไรดี อะไรเลว ทำอย่างไรดีหน้อ???ท่าน..มนุยษ์จะเข้าถึง"ดวงตาเห็นธรรม"
ชมเชยที่ประกอบการดีแล้ว..โลหิตที่วิ่งพล่านอยู่ในร่างท่านนั้นท่านรู้ไหมเป็นโลหิตสีอะไร ท่านอาจรำลึกว่า สีแดง เหลือง/น้ำเงิน หรือ สีตระกูล สกุลฯลฯ แต่เราว่าท่านไม่มีสีอะไรเลย สีของท่านนั้นคือ สีแห่งความเป็นอ่าข่าชนผู้มีชาติวัฒนธรรม
เราทราบว่าท่านอาจจะเมื่อยล้ากับการต่อสู้นี้..แต่ถ้าท่านไม่ทำอ่าข่าไม่ทำ แล้วจะรอใครทำแทนล่ะ จะทำหน้าที่นี้ดีเท่าท่าน-ชนอ่าข่าทั้งหลายไหม
อีกประการ..การอนุรักษ์ ธำรง ประเพณีแลวัฒนธรรมที่ดีนั้น ต้องบริสุทธิ์จากแสวงหาผลประโยชน์ทั้งปวง ต้องไม่เป็นแต่เชิงพรรณนา/ทฤษฏี(เสียงลือ เสียงเล่าอ้าง อันใดพี่เอย) หากแต่ท่านรู้ไหมว่าหัวใจของการตั้งปณิธาน คือ การปฏิบัติจริงอย่างสุดโต่ง ถามว่าเริ่มที่ไหนดี คำตอบง่ายมาก ที่ตัวท่าน ครอบครัว ชุมชน/หมู่บ้าน แล้วก็สังคมชนอ่าข่าท่านต่อไป
อนึ่งการจะถักทอปณิธานให้สำเร็จได้นั้น หัวใจอยู่ที่นี่ต่างหาก คือ การลำดับเรียบเรียง เรื่องราว หรือความสำคัญก่อน-หลัง นั่นเอง เช่นว่า 1.คิด/เริ่มทำสิ่งใดต้องทำให้ตนเองได้คุณภาพเสียก่อน2.จึงแผ่เข้าสู้บุคคลที่สอง/ครอบครัว3.เมื่อทำสองสิ่งนั้นดีแล้ว จึงประกาศแก่ชุมชน 4.ชุมชนขับเคลื่อนเกิดดอกออกผลในสังคม(เสมือนการก้าวขึ้นบันไดทีละก้าว) ไม่ใช่ก้าวอย่างนี้ สังคม หมู่บ้าน/ชุมชน ครอบครัวและสุดท้ายที่ตนเอง เพราะถ้าก้าวเดินอย่างนี้สุดท้ายแล้วก็ต้องวนกลับมาที่เดิม(เก่า)อีกทั้งจะเจอปัญหาอุปสรรคมากมาย อันจะนำมาซึ่งความล้มเหลว ท้ายที่สุด ก็เจ็บปวดช้ำระกำทรม
โดย...จ.กรุเก่าๆ
  (31.08.2009, 05:43)


กรุเก่าๆ: คุณไม่ใช่ปุถุชนคนธรรมดาสามัญอีกต่อไปแล้วซินะ เมื่อมีโอกาสแล้วจงทำหน้าที่/แก้ไขให้ดีกว่า ผู้ใหญ่หลายคนที่อาจบกพร่องไว้ก่อนหน้านี้แล้ว-ที่ท่านเคยติเตียนไว้ด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของ "ผุยผง"ความเป็นตัวตน(อ่าข่า..ชนผู้ซึ่งมีอัตลักษณ์)ท่านต้องอย่าลืมทดแทนคุณแผ่นดินเกิด เด็กๆ เหล่าเยาวชน-ผู้อาวุโสทั้งหลาย ฯลฯ ท่านอย่าทำให้ชุมชน-สังคมต้องผิดหวังในตัวท่าน(โดยเฉพาะสังคมอ่าข่า) แล้วเราจะคอยติดตามผลงานท่านต่อไป "คนต้องอย่าลืมรังเกิดนะ" เจริญ เจริญ...
  (14.09.2009, 09:44)


อาข่าน้อย(อินเดีย): วันนี้เป็นวันหนึ่งที่รู้สึกตื้นตันใจมากครับ ด้วยว่าได้เห็นชนชาวอาข่ากระตือรือล้น
แน่นอนว่าพวกเราชนอาข่าเป็นชนเป็นชาติที่มีกฏ ระเบียบ ประเพณีวัฒนธรรมที่มีแบบแผน
มาตั้งแต่ซุ่มมี้โอ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเราอาข่ารู้และเข้าใจมากที่สุด แม้ใครๆมาโยงเรื่อง เผยแพร่ สร้างมุมยังไง ที่จะหมายถึงคือถึงเวลาแล้วที่เราอาข่าจะจับมือกัน ยืนหยัด ประกาศให้โลกรู้และเข้าใจ ว่าอาข่าแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ขอบคุณพี่ป.อายิ มากๆนะครับ
ผมจะติดตามพี่อีกนะครับ
  (06.04.2010, 13:00)


ม่วนใจ๋: อะหยั๋งป่ะล่ำป่ะเหลือ นั่นดิไม่รุ้เรื่องเลย

ปะเพณีบ้านเฮา นับวันยิ่งล่วงเลยก้า มะฮู้เหมือนกัน


ไรๆๆก้อเปลี่ยนไปเรื่อย ขึ้นอยู่กะผู้กระทำเองนะเจ้า ป้อ แม่ ปี้ น้อง จาวเหนือ
  (06.07.2010, 05:28)


คนนนท์: ลานสาวกอด ที่กล่าวมาก็คือลานวัฒนะธรรม ลานกว้างที่ประจำของชาวอาข่า เวลามีงานพิธี หรือกิจกรรมต่างๆก็จะมาเล่นกัน ว่าอย่างงั้นเหอะ
มันก็เหมือนลานกว้างตามหมู่บ้านต่างๆในชนบท เหมือนการละเล่น เตะสบ้าของชาวมอญในช่วงสงกรานต์ ที่สมัยก่อนหนุ่มสาวจะออกมาเจอกัน
แต่ผู้เขียนมาขยายความผิดๆเป็นลานที่ให้ผู้ชายมากอดสาวเล่นกัน ใช่มั้ย
  (12.10.2010, 04:33)


changkla: เชื่อหนังสือมาตั้งนานเพิ่งรู้นะเนี่ย
  (14.10.2010, 13:02)


คนใต้: ผมได้ไปจังหวัดเชียงรายหลายครั้ง ได้สอบถาบจากชาวเชียงราย และได้ศึกษาวัฒนธรรมของชนเผ่าต่าๆ มาพอสมควร ทุกชนเผ่าในประเทศไทย ล้วนมีวัฒนธรรมที่สูงส่งมากกว่าคนพื้นราบอย่างเราๆท่านๆเสียอีก ผมไม่เคยเชื่อในวัฒนธรรมที่พิลึกอย่างนั้น ไม่ว่าลานสาวกอด หรือมิดะ
  (08.01.2011, 05:44)


กะปุกลุ๊ก: เรื่อง ลานสาวกอด คงเป็นเรื่องที่กลุ่มคนกุขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์
ดูตัวอย่างใน หนังไทยเรื่อง คนภูเขา ที่มนตรี เจนอักษร แสดง ซิ ผู้สร้าง กุว่า มีประเพณี แก้ผ้าอาบนํ้า ในกลุ่มชนเผ่าเมี่ยน ยังลงเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ สมัยนั้นเลย พวกผมยังเคย เข้าชื่อส่งจดหมายไปประท้วงเลย แต่ นสพ เขาไม่ลงเสนอข้อความในจดหมาย ครับ
ขอบคุณผู้นำทุกท่านที่นำความจริงมาเผยแพร่ จำได้ว่าเรื่องเหล่าจะออกรายการช่องทีวีไทยวันที่ 13 มกราคมนี้ ครับ จำชื่อรายการไม่ได้ ครับ ท่านที่สนใจติดตามดูข่าวคงจะรู้ ครับ
  (07.02.2011, 18:25)


jaub yangnok: แต่ก่อนที่สังคมรับรู้ภาพลักษ์ต่างๆ ของชนเผ่านั้นเป็นเพียงแค่คำบอกเล่าเท่านั้นข้อมูลข่าวสารสมัยนั้นไม่รวดเร็วเหมือนสมัยนี้จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งต้องใชเวลานานมาก คือข้อมูลที่ได้รับกันก็อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างจากตามการคาดเดาต่างๆ นาๆ ฉนั้นข้อมูลก็คงจะผิดเพี้ยนไปตามความคิดความเข้าใจแล้วก็บอกกล่าวเล่าขาลในมุมมองต่างๆของบุคคลนั้นๆ เราก็ลองเอาคนมาสักสิบห้า หรือยี่สิบคนมายืนเรียงแถวหน้ากระดานและก็ให้คนที่มายืนเรียงแถวนั้นส่งข่าวสารโดยการกระซิบพอได้ยินแล้วคุณว่าคนแรกกับคนสุดท้ายข้อมูลจะตรงกันมั้ยครับ...แน่นอนนี้แค่ใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็เพี้ยนแล้ว ช่างเถอะครับชนอาข่าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเข้าใจกันเราจะแดร์ทำไมช่างเถอะ...แต่อย่างน้อยเราก็ได้บอกความจริงแล้ว ภาพลักษ์เขามองยังงัยช่างเขาเราเป็นอย่างที่เราเป็น และเรามีเอกลักษ์ของเรา แต่เขาไม่มี เขาไข่วคว้าหาค่านิยมของคนชาติพันธ์อื่นๆ เราจงภูมิใจเรายังรักษ์วัฒนธรรมเราไว้ได้ ขอให้กำลังใจต่อสู้ต่อไป เรามีผองเพื่อนมากมายที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่เราอยู่นะครับ...
  (31.03.2011, 01:54)


ปอเลาะห์: ใช่เห็นด้วยอย่างยิ่งสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงคนรุ่นก่อนเลยวัฒนธรรมก็เลือนหายไปทีละเล็กทีละน้อย
  (26.04.2011, 13:45)


วรรณสุ: เป็นกำลังใจให้กับความคิดที่ดีที่จะผดุงไว้ซึ่งความดีงามของชนเผ่านะคะ
  (02.06.2011, 11:15)


ร้อยเรื่องโง่: เอาเป็นว่าเราจะผ่านเลยตรงการออกเสียงคำว่า แดข่อง แตห่อง ที่เข้าใจกันว่ามันหมายถึงลานสาวกอด ลานดินโล่งกว้างของหมู่บ้านไป ไปตรงประเด็นที่ว่า ไม่พบว่ามีฝรั่งเขียนถึง.. มีครับ!
ฝรั่งเขียนว่า deh k “ ah ไม่ชัดเป๊ะๆนะครับ หาคนออกเสียงชัดเจนเมื่อจะพูดหรือเขียนภาษาที่ไม่ใช่ภาษาของพ่อแม่ตัวเองหายาก ฝรั่งออกเสียงมาเป็นหมา ฯลฯ .. ขอผ่าน ทีนี้จะยกบทความเขียนโดยฝรั่งตามข้างล่าง ป.อายิลองอ่านดูนะครับว่าเค้าหมายถึงอะไร

มันมาจากหนังสือชื่อ Ethnographic notes on the Akhas of Burma เล่ม 4 หน้า 842 เขียนโดย Paul W. Lewis ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษว่า “ Playground ” ตรงกับภาษาอาข่าคือ ( deh k “ ah ) ดังนี้
When a boy is courting a girl at night .
he often bring up the matter of marriage .
After much talk and sometimes the exchange of gifts
and after the others who have been at the “ playground ” (deh k ‘ ah ) have gone home , they go out into the jungle to sleep together .
ฝรั่งเรียกลานดินนี้ว่า playground-
ย้อนไปถึงคุณจรัล ศิลปินล้านนาผู้ล่วงลับไปแล้ว คุณจรัลมิได้เป็นคนบัญญัติศัพท์ว่าลานสาวกอด คำว่าลานสาวกอดมีคนเรียกมาก่อนนานมาก แม้แต่คุณเตือนใจ ดีเทศน์ ซึ่ง ป.อายิคงรู้จักดีแน่แท้ คุณเตือนใจเองก็เรียกลานสาวกอด และให้คำอธิบายถึงลานสาวกอดไว้ว่า..

"จากลักษณะนิสัยที่รักความสนุกสนาน ดังนั้น ลานสาวกอด ( แด ห่อง) จึงเป็นสถานที่พบปะเพื่อความบันเทิงในยามค่ำคืน ลานสาวกอดเป็นลานกว้างอยู่ใกล้ประตูหมู่บ้านด้านตะวันออก มีไม้ยาวทำเป็นม้านั่ง หนุ่มสาวบางคนอาจจะโอบกอดกัน ถือเป็นเรื่องธรรมดา คู่ที่ถูกใจกันเป็นพิเศษ อาจจะไปพูดคุยกันส่วนตัวนอกวงได้
หนุ่ม ๆ ๒ – ๓ คนอาจชวนกันสร้างตูบเล็ก ๆ เอาไว้สำหรับพาคู่รักไปพบปะหลับนอน โดยผัดเวลากันใช้ แต่บางหมู่บ้านไม่นิยมทำ การพาสาวคนรักไปพบปะกันจึงใช้ป่าข้างลานสาวกอด หรือชานบ้านของเพื่อนบ้าน ที่มีแต่ลูกที่ยังเด็ก ๆ และไม่มีผู้เฒ่าผู้แก่อยู่ในบ้านนั้น
  (19.06.2011, 02:07)


ความเห็นของคุณ

ชื่อ:
อีเมล์ หรือ โฮมเพจ:

เข้าพิพิธภัณฑ์ : เกี่ยวกับโครงการ : กระดานข่าว : สมุดเยี่ยม : ติดต่อเรา : English Version
ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย ฅนบ้านนอก เจ้าของเว็บ "มูลนิธิกระจกเงา"
รูปภาพและข้อมูลภายในเว็บไซต์แห่งนี้ หากท่านประสงค์จะนำไปเผยแพร่่ สามารถเผยแพร่ได้
JavaScript Menu By Milonic.com