วิถีของสังคมลาหู่นี้ จากต้องมีสิ่งศิกดิ์สิทธิ์อยู่ในหมู่บ้าน สิ่งศิกดิ์สิทธิ์สำคัญต่อในการดำรงชีวิต และความอยู่รอดของชาว ลาหู่อย่างมาก ในเมื่อทำอะไรก็ตาม จะต้องคนึงถึง สิ่งศิกดิ์สิทธิ์เหล่านี้เป็นต้น ชาวลาหู่ความเชื่อว่า สิ่งศิกดิ์สิทธิ์เหล่านี้ จะดูแลรักษาทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี เมื่อเราทำไร่ทำสวนเช่น มีสิ่งชั่วร้ายจะมาทำร้ายเรา ก็ทำร้ายไม่ได้ เพราะว่ามีสิ่งศิกดิ์สิกธิ์คุ้มครองเราอยู่
หิ้งพระภูมิในห้องนอน
    ชาวลาหู่เชื่อว่า เป็นหิ้งพระภูมิที่สิงสถิตผีเรือนอยู่เป็นผีดี ป้องกันผีร้ายเข้ามาในบ้าน จะดูแลสมาชิกในครัวเรือน
หอแหย่หรือวัด เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นที่เต้นรำในวันศีล และเป็นสถานที่ขอคำอวยพรจากเทวราช ลาหู่เรียกว่า "หงื่อซา" เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลาหู่

รางน้ำ ในสมัยก่อนตามหมู่บ้านลาหู่มัก จะมีรางน้ำไม้ไผ่เพียงรางเดียว ใช้น้ำจากรางนี้ทั้งหมู่บ้าน เขาถือว่ารางน้ำมากกว่า หนึ่งรางมักจะเป็นบ่อเกิดของ การทะเลาะวิวาทแย่งน้ำกัน ดังนั้นในหมู่บ้านลาหู่ในสมัยก่อนจะมีรางน้ำแค่รางเดียว รางน้ำยังเป็นสัญลักษณ์ ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนลาหู่ที่อาศัยอยู่ด้วยกับมานาน ๆ แล้ว
แซ่ก่อหรือทรายก่อ
    ทำเพื่อสิ่งที่ล่วงลับที่ทำไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ในช่วงทำไร่ทำสวนที่ฆ่าสัตวโดยไม่ตั้งใจ หรือตั้งใจก็ตาม ลาหู่เชื่อว่าทำพิธีกรรมแซก่อแล้ว จะทำให้บาปสิ่งเหล่านี้จะหายไปจะตัวเรา แล้วอาชีพการทำไร่ ทำสวน ผลผลิตจะได้ดี และการดำรงชีวิตจะอยู่อย่างเย็นเป็นสุข
ศาลา ชาวลาหู่ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกับนั้น ๆ จะต้องร่วมมือกันทำศาลา และแบ่งหน้าที่กับส่วนหนึ่งไปตันไม้ไผ่ อีกส่วนหนึ่งหาพื้นที่จะทำศาลา หลังจากทำศาลาเสร็จแล้ว พวกผู้หญิงและเด็ก ๆ จะนำข้าวสาร เอาไก่ หมู มาทำอาหารร่วมกับ อาหารที่ลุกแล้วจะต้องไปถวายศาลาก่อน และทิศทางต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ ทิศทางแรกเหนือ ทิศทางใต้ ทิศทางตะวันออก ทิศทางตะวันตก ถวายทิศทางต่าง ๆ นี้ เพื่อที่เป็นทิศทางที่เป็นทางไปหาของป่า หรือเป็นทิศทางที่เดิมไป ทำธุระต่าง ๆ ที่ทำสิ่งเหล่านี้ ชาวลาหู่มีความเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง มีเจ้าของเลยขอขมาเจ้าที่เจ้าทางก่อนว่า วันหน้าเรามาทำอะไรผิด ขออภัยโทษด้วย อย่างนี้เป็นต้น หลังจากทำพิธีกรรมต่าง ๆ เสร็จร่วมประทานอาหารแล้ว เก็บข้าวของกลับบ้าน พิธีกรรมนี้ มีปีละครั้งเดียว