นิทานตลก
เรื่อง ขโมยเงินวิเศษ (คั่วจาซาผะ)
          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยก่อนนั้นคั่วจาซาผะ เป็นคนฉลาดหลักแหลมและเจ้าเล่ห์มาก ไม่มีใครเท่าเทียมได้ ใคร ๆ ก็รู้จักชื่อเสียงของคั่วจาซาผะจอมขโมยดี รวมทั้งพ่อตาและแม่ยายของเขาด้วย ที่เคยโดนขโมยเสื้อผ้าทั้ง ๆ ที่สวมไว้กับตัว โดยคั่วจาซาได้หาวิธีทำให้พ่อตากับแม่ยายนั้นถอดเสื้อผ้าที่ใส่ คั่วจาซาผะก็ได้เก็บหมัดหมามาใส่กระป๋องไว้ แล้วนำไปปล่อยที่เตาผิงไฟที่บ้านพ่อตากับแม่ยาย พอสองตา - ยายเข้ามานั่งเตาผิงไฟ ก็โดนหมัดหมาเล่นงานจนต้องถอดเสื้อผ้านอน หลังจากที่หลับไปแล้วเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้ ก็ถูกคั่วจาซาผะขโมยไป พอรุ่งเช้ามาพ่อตาโมโหมากเลยท้าให้มาขโมย "คุจึ" กระปุกเงินเล็ก ๆ ที่สองตา - ยายช่วยกันเก็บซ่อนไว้โดยการอมไว้ในปาก มีคืนหนึ่งที่คั่วจาซาผะได้เข้ามาแอบฟังสองตา - ยายคุยกัน คั่วจาซาผะจึงได้รู้ที่ซ่อนกะปุกเงินที่ตากับยายเปลี่ยนกันอม พอคั่วจาซาผะรู้ว่ากระปุกเงินนั้นเก็บไว้ที่ไหน ต่อมาเขาก็ได้ลงมือปฏิบัติการทันที ในคืนนั้นสองตา - ยายก็เปลี่ยนกันอมกระปุกเงินเหมือนกับทุกคืน พอพักใหญ่ตาก็หลับไป ได้ทีคั่วจาซาผะก็ย่องเข้าห้องนอนของตา - ยาย พอยายยื่นกระปุกเงินให้กับตา แต่ตาได้หลับไปแล้ว คั่วจาซาผะก็ได้เอื้อมมือไปรับกระปุกเงินแทนตา ฝ่ายแม่ยายก็นึกว่าเป็นสามีของตนก็เลยยื่นกระปุกเงินนั้นให้กับลูกเขย แล้วในคืนนั้นคั่วจาซาผะก็ได้ขโมยกระปุกเงินของพ่อตากับแม่ยายได้เป็นที่สำเร็จ คั่วจาซาผะกลับไปนอนกอดกระปุกเงินอย่างมีความสุข พอรุ่งเช้ามาพ่อตาถามแม่ยายว่ากระปุกเงินอยู่ที่ไหน ยายก็ตอบว่าเมื่อคืนตนได้ยื่นให้กับตาอมต่อแล้วไม่ใช่หรือ ตาก็บอกว่าไม่ได้ยื่นให้ ดังนั้นทั้งคู่จึงโทษกันไปโทษกันมา ในที่สุดก็นึกได้ว่าต้องเป็นฝีมือของลูกเขยตัวแสบนั้นแน่ ๆ เลย ไอ้ลูกเขยตัวแสบเจ้าเลห์จริง ๆ ไม่มีใครสู้มันได้เลย

 

เรื่อง ผีฟ้า (หมี่อกู่หนี่)
          นานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้เมียต่างถิ่นซึ่งเป็นลูกสาวของผีฟ้า ฝ่ายชายหนุ่มไม่รู้เพราะหน้าตาของหญิงสาวสวย เหมือนคนธรรมดาทั่วไป โดยปกตินิสัยผีฟ้าชอบตดมาก พอได้อยู่กับคนก็ไม่กล้าตดจึงทำให้ท้องโต หน้าซีดและผอมลงทุกวัน ฝ่ายแม่ผัวสงสัยก็เลยถามลูกสะใภ้ ลูกสะใภ้ก็บอกสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ตามความเป็นจริง แม่ผัวจึงบอกให้ลูกสะใภ้ปล่อยลมบ้าง พอได้ยินเช่นนั้นลูกสะใภ้ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ไปแอบปล่อยลมที่เตาไฟ (เตาไฟที่ใช้ดินซึ่งมีขนาดใหญ่) ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว คนรอบข้างตกอกตกใจ ทั้งผัวทั้งแม่ผัวเห็นว่าต้องไม่ใช่คนธรรมดาต้องเป็นผีฟ้าแน่ ๆ จึงวางแผนเอาเมียไปส่งคืนบ้านเดิม ในระหว่างทางเจอพ่อค้าขายปลาทู พ่อค้าถามว่าเจ้าสองคนจะไปไหน ชายหนุ่มก็แอบเล่าเรื่องที่เมียเป็นผีฟ้าให้พ่อค้าฟัง ฝ่ายพ่อค้าไม่เชื่อชายหนุ่มจึงให้เมียสาธิตการปล่อยลม (ตด) ให้ดู พอเมียปล่อยลมปลาทูที่พ่อค้าหามาก็ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปหมด พ่อค้าก็ตกใจเป็นอย่างมากบอกว่าต้องรีบๆไปส่งซะ เมียเจ้าต้องเป็นผีแน่ๆดังนั้นชายหนุ่มจึงพาเมียไปส่งที่บ้านเดิมที่เธอเคยอยู่ จากนั้นผัวจึงแอบหนีกลับมาบ้านของตนเอง
เรื่อง คนขาเป๋กับคนตาบอด (แปจุจี จี เมียชุ กัว ชัวเยียแหลกัว)
          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายตาบอดกับชายขาเป๋อยู่คู่หนึ่ง เป็นเพื่อนรักกัน อยู่มาวันหนึ่งมีเทพจำแลงองค์หนึ่ง แปลงร่างลงมาบอกทั้งคู่ว่า ถ้าอยากหายเป็นปกติ ให้ทั้งคู่ไปหาโพรงนกหัวขวานให้เจอ ทั้งคู่จึงได้พยายามตามหาโพรงนกหัวขวาน แต่ก็เป็นอุปสรรคกับทั้งคู่ เพราะอีกคนหนึ่งขาเป๋อีกคนหนึ่งตาบอด ในขณะที่ชายตาบอดขาดีแต่กลับมองไม่เห็น ทั้งคู่จึงตกลงกันว่าให้ชายตาบอดแบกชายขาเป๋เดินไป เพื่อที่ชายขาเป๋จะเป็นตาให้และบอกทางเดินให้ พอเดินทางไปเรื่อย ๆ ก็พบโพรงนกหัวขวานอยู่บนยอดไม้ ชายขาเป๋จึงบอกชายตาบอดให้วางตนลง และให้ชายตาบอดขึ้นไปเอาลูกนกหัวขวานบนต้นไม้ ชายตาบอดจึงขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามคำบอกของชายขาเป๋ว่า โดยชายขาเป๋นั่งรออยู่ใต้ต้นไม้เพื่อบอกทางขึ้น พอชายตาบอดคลำพบโพรงแล้ว จึงเอามือล้วงเข้าไปในโพรงนกหัวขวาน ปรากฏว่าล้วงเข้าไปมีงูเขียวอยู่ขนาดเท่าลำแขนตัวหนึ่ง ชายขาเป๋ก็ตะโกนบอกชายตาบอดว่า งู ๆ ชายตาบอดตกใจเป็นอย่างมาก พยายามเพ็งมองงูจนมองเห็น จึงได้ปล่อยงูลงพื้นทันที ชายขาเป๋ก็ตกใจกระโดดโลดเต้นเพื่อวิ่งหนีไปได้จนสามารถวิ่งได้ ในที่สุดทั้งสองคนหายดีแล้วชวนกันกลับบ้าน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
เรื่อง ปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางู
          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งยากจนและมีอาชีพทำไร่ทั่วไป อยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่เดินทางไปไร่ด้วยกัน ระหว่างทางพบหมีตัวหนึ่ง และไล่กัดสองสามีภรรยาคู่นี้ ซึ่งสามีนั้นมีนิสัยขี้กลัวมากจึงตกใจ แล้ววิ่งหนีเข้าไปในโพรงไม้ แต่โพรงเล็กจึงเข้าได้เพียงครึ่งตัว โดยที่ก้นยังยื่นออกไปข้างนอก ส่วนภรรยานั้นได้ใช้มีดฟันหมีตัวนั้นจนตาย หลังจากนั้นตามหาสามีของตน และเรียกให้สามีออกมาแต่สามีนึกว่าภรรยาตนเป็นหมีไปแล้ว จึงไม่ยอมออกมาและตะโกนบอกว่า ถ้าเจ้าไม่กัดไม่ได้ก็ขอให้เจ้ากัดที่ก้นข้าเถอะ ส่วนภรรยาเมื่อได้ยินดังนั้น ก็บอกว่าตนฆ่าหมีตายไปแล้ว ไม่ต้องกลัว และกระชากเสื้อสามีออกมา สามีจึงยอมออกมาพอหายตกใจสามีก็บอกภรรยาว่า เจ้าต้องบอกคนอื่น ๆ ว่าข้าเป็นคนฆ่าหมีตัวนี้นะ เพราะกลัวตนจะเสียหน้า ภรรยาก็ยอมรับปากแต่โดยดี ดังนั้นเมื่อกลับมาภรรยาก็เล่าให้คนอื่น ๆ ฟังว่าสามีของตนเป็นคนฆ่าหมี ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่ว ผู้คนทั้งหลายจึงพากันยกย่อง และขนานนามให้เขาว่า “ปวุ่ฮามิ” (คือผู้ยิ่งใหญ่) ชื่อเสียงความเก่งกล้าของเขาได้ยินถึงหูของพระราชา พระราชาจึงส่งมหาดเล็กให้ไปนำตัวมาเข้าเฝ้า เพื่อที่จะให้เขาฆ่างูยักษ์ ที่กำลังอาละวาดในเมืองหลวง จับกินผู้คนเป็นอาหาร เมื่อทราบข่าวเช่นนี้ สามีจึงกลัวเป็นอย่างมาก แต่ภรรยาปลอบใจสามี และบอกว่าให้สวมพระ (เป่ะผ่า) ไปด้วย จากนั้นเขาก็เดินทางไปฆ่างู ซึ่งงูใหญ่ตัวนี้อยู่ในรูใหญ่ที่ใต้ดิน ขณะที่เขากำลังก้มมองดูรูงูอยู่นั้น ภรรยาก็ผลักเขาให้ตกลงไปในรูงู เขาจึงตกลงไปขี่คองูพอดี แต่ด้วยความโชคดีของเขาเอง ซึ่งงูใหญ่กำลังนอนหลับอยู่ ฝ่ายภรรยาเมื่อผลักสามีตกลงไปในรูงูแล้ว ก็ตะโกนบอกให้มหาดเล็กว่าเข้าไปช่วยสามีตนหน่อย โดยแกล้งบอกว่าหากไม่รีบไปช่วย ถ้าสามีนางปล่อยงูออกมา ทุกคนจะต้องถูกงูกินเป็นอาหารแน่นอน
    ดังนั้นทั้งทหารและผู้คนที่มาดูก็เข้าไปช่วยกันจับงู จนสามารถฆ่างูใหญ่ตาย เขาได้ขนานนามใหม่ว่า “ปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางู” ต่อมาบ้านเมืองถูกฆ่าศึกรุกราน พระราชาจึงให้นำ ปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางู ไปร่วมรบด้วยเพราะรู้ว่าเขาเก่งกาจ เมื่อรู้ข่าวเช่นนี้ สามีก็กังวลใจเป็นอย่างมาก เขาจึงห้อยโตงเตงอยู่ใต้ท้องม้า เขาเองไม่รู้จะทำอย่างไรดี ข้าศึกล้อมเต็มไปหมดจึงตะโกนออกไปว่า “ข้าปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางู มาแล้วบินก็ได้วิ่งก็ได้ ขนาดขี่ม้ายังไม่เหมือนคนอื่นเลย” พวกเขาได้ยินดังนั้นก็วิ่งหนีกันกระเจิง เขาก็เลยชนะสงคราม ต่อมาข้าศึกก็มารุกรานอีก เขาก็ถูกเรียกไปรบอีกครั้งเขาเองก็กลัวเป็นอย่างมาก นึกอยู่ในใจว่าคราวนี้ต้องตายแน่ ๆ จึงปีนขึ้นไปอยู่บนยอดไม้ ดูเหตุการณ์ มีข้าศึกกลุ่มหนึ่งมาหลบที่ใต้ต้นไม้และคุยกันว่า “เจ้าปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางู มันจะแน่สักแค่ไหน ถ้าเจอตัวหละข้าจะฆ่าให้ตายไปเลย” เมื่อเขาได้ยินดังนั้นก็กลัวเป็นอย่างมากถึงกับขาสั่น ขี้แตก ฉี่ราด แต่พยายามข่มความกลัวไว้ และตะโกนออกไปว่า “มาแล้ว ปวุ่ฮามิ ปวุ่ฮางู บินก็ได้วิ่งก็ได้” พร้อมกับกระโดดลงมาจากต้นไม้ เหล่าข้าศึกเมื่อได้ยินดังนั้นก็แตกตื่นกัน วิ่งหนีกันไปหมด เขาจึงชนะสงครามอีกครั้ง ดังนั้นพระราชาจึงแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพดูแลกองทัพสืบต่อไป

ข้อมูลนี้ได้นำมาจาก ศ.ว.ท / lMPECT