ประเภทนิทาน คติเตือนใจ
เรื่อง จักจั่น (เบจุ)
         กาลครั้งนานมาแล้ว ยุคสมัยนั้นมีสัตว์กับพืชผลสามารถพูดได้ อยู่มาวันหนึ่ง มีกวางตัวหนึ่งกำลังกินหญ้าอยู่ในป่าใหญ่อย่างเพลิดเพลิน ขณะนั้นมีจักจั่นตัวหนึ่งร้องเพลง ออกมาอย่างสุดเสียง ทำให้กวางตัวนั้นตกใจ กวางก็วิ่งหนีสุดแรงขาก็เลยไปเหยียบรูหนู หนูก็ตกใจก็วิ่งออกมากัดขั้วฟักทอง ฟักทองก็กลิ้งลงไปทับต้นกล้วยที่เป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวจนล้ม ค้างคาวก็ตกใจบินเข้าไปงวงช้าง ช้างก็ตกใจที่ค้างคาวบินเข้างวงตัวเอง ก็เลยไปพังวังของพระราชา พระราชาก็ตกใจจึงถามช้างว่า เจ้าพังวังของข้าทำไม ช้างก็ตอบว่าค้างคาวเข้ามาอยู่ในงวงข้าทำไม พระราชาก็ไปถามค้างคาวว่าเจ้าเข้าไปอยู่งวงช้างทำไม ค้างคาวก็ตอบว่า ฟักทองกลิ้งมาทับบ้านข้าทำไม พระราชาก็ไปถามฟักทองต่อว่าเพราะอะไรเจ้าจึงไปกลิ้งทับบ้านค้างคาว ฟักทองก็ตอบว่า หนูทำไมต้องกัดขั้วข้าทำไม พระราชาก็ไปถามหนูว่า นี่หนูเพราะอะไรเจ้าจึงไปกัดขั้วฟักทอง หนูตอบว่ากวางมาเหยียบบ้าน (รู) ข้าทำไม แล้วพระราชาก็ไปถามกวางว่า ทำไมเจ้าไปเหยียบบ้าน (รู) ของหนู กวางก็ตอบว่า จักจั่นร้องเพลงเสียงดังทำไม พระราชาจึงไปถามจักจั่น เจ้าทำไมต้องร้องเพลงเสียงดังด้วย จักจั่นตอบว่า ที่ข้าร้องเพราะข้ามีความสุขจึงร้องออกไป ถ้าหากพระราชาไม่ยอมก็ให้ผ่าเอา ตับ ไต ไส้ พุงของข้าไปกิน ตั้งแต่นั้นมาจักจั่นก็มีชีวิตอยู่โดยไม่มี ตับ ไต ไส้ พุงมาจนถึงทุกวันนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จะทำอะไรควรพิจารณาไตร่ตรองให้ดี ๆ
เรื่อง พระราชาหูยาว (สือผะหน่ะปูกัวหลี่หลี่)
         นานมาแล้วมีพระราชาองค์หนึ่งซึ่งมีเชื้อสายแขก อยู่มาวันหนึ่งพระมเหสี ได้คลอดพระโอรส ซึ่งมีหูยาวกว่า 1 ศอก และยังมีขนอีกด้วย พระมเหสีกลัวคนอื่นจะรู้ จึงเย็บหมวกพิเศษสวมทับหูพระโอรสไว้ตลอดเวลา ต่อมาพระบิดาก็ได้เสียชีวิตไป พระโอรสก็ได้ครองแผ่นดินแทน ทรงเป็นพระราชาที่ชอบตัดผม แต่งตัว เพราะพระราชาทรงเป็นหนุ่ม ช่างตัดผมที่เคยตัดผมให้พระราชาแต่ละคนจะถูกประหารชีวิต เพื่อปิดเป็นความลับไม่ให้ข่าวแพร่ออกไป ได้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้มาเรื่อย ๆ จนประชากรน้อยลง พระราชาก็คิดได้ว่าถ้าทำอย่างนี้ จำนวนประชากรน้อยลงเรื่อย ๆ แน่ เมื่อคนสุดท้ายที่ตัดผมให้พระองค์ได้เสร็จสิ้นลง ก็ทรงกระซิบบอกช่างตัดผมว่า “เจ้าอย่าไปเล่าให้ใครฟังนะ ถ้าเจ้าเล่าเรื่องนี้เมื่อไรข้าจะตัดหัวเจ้า”

         หลังจากที่รับปากกับพระราชา ช่างตัดผมก็รู้สึกอึดอัดใจมากที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้ นับวันก็ยิ่งอึดอัด จนทำให้ท้องอืด ท้องโต จนในที่สุดก็ทนไม่ได้ จึงไปที่ี่ท้ายหมู่บ้านและขุดหลุมลึกหลุมหนึ่ง แล้วเขาได้พูด ระบายความในใจลงไปในหลุมว่า “พระราชาหูยาว พระราชาหูยาว (สื่อผะน่ะปูกัวหลี่หลี่ สื่อผะน่ะปูกัวหลี่หลี่)” พอระบายความในใจได้สักพักท้องก็เริ่มหายอึดอัดและหายใจเป็นปกติ แต่ต่อมาไม่นานตรงหลุมนั้นมีต้นอ้อขึ้น ชาวบ้านก็ตัดมาทำขลุ่ยเป่าเล่น แต่เสียงขลุ่ยนั้นออกเสียงว่า “พระราชาหูยาว พระราชาหูยาว” ดังนั้นช่างตัดผมได้ระบายลงไป พอเรื่องนี้ได้ยินถึงพระราชา พระราชาก็ทรงซักถามช่างตัดผม ช่างตัดผมก็เล่าความทุกข์ทรมานที่เขาได้รับ และวิธีการระบายถึงความทุกข์ให้พระราชาทรงทราบ พระราชาจึงทรงคิดได้ว่า ถ้าจะฆ่าทุกคนที่รู้ความลับ ในเมืองนี้ก็คงฆ่าหมดแน่ ซ้ำทำให้ประชากรเหลือน้อยลงอีก ดังนั้นตั้งแต่นั้นมาพระองค์จึงไม่สวมหมวก เปิดความลับเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความลับไม่มีในโลกนี้
เรื่อง ผีกองกอย (หนี่กากา)
         นานมาแล้วเมื่อสมัยก่อน มีการเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ตอนเทศกาสปีใหม่ของทุกปี จะมีผี (หนี่กากา) ที่แปลงร่างเป็นคนมาร่วมเต้นรำในตอนกลางคืน แต่พอใกล้สว่างก็กลับทำอย่างนี้ทุกคืนและทุกปี ตอนกลางคืนนั้นหนี่กากากลุ่มนี้จะดูสวยมาก มีอยู่คืนหนึ่งมีหนุ่มสองคนวางแผนจับผู้หญิงที่เป็นหนี่กากาจนสว่าง เพื่อจะดูหน้าหนี่กากาตอนกลางวันจะเป็นอย่างไร พอไก่ขันพวกหนี่กากาตนอื่น ๆ กลับกันหมด เหลือแต่ผู้หญิงที่เป็นหนี่กากาที่ถูกชายหนุ่มสองคนนี้จับ อยู่ตนเดียวพอเห็นเพื่อน ๆ กลับก็ขอร้องให้ปล่อยมือเธอ แต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อย ถึงแม้จะขอร้องอย่างไร ทั้งสองหนุ่มก็ไม่ยอมปล่อย พอสว่างผู้หญิงคนนี้ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนหน้าตาที่สวยงามกลายเป็นยายแก่ที่มีหน้าตาที่อัปลักษณ์ ชายหนุ่มสองคนนั้นตกใจมากจึงปล่อยมือไป หนี่กากาจึงวิ่งหนีเข้าไปในป่าทันที หลังจากนั้นมาหนี่กากาก็ไม่มาร่วมเต้นปีใหม่อีกเลยจนถึงทุกวันนี้

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
เรื่อง ผีตาโง๊ะ (ผีต้นไทร) (เมจูหนี่)
         นานมาแล้ว มีนายพราน 4 คน ชวนกันไปล่าสัตว์ พอค่ำหาที่นอนในบรรดา 4 คนนี้ มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่มีคาถาอาคมป้องกัน ก็เลยไปขอนอนใต้ต้นไทร โดยเอาหมากพลูไปขอ ส่วนคนอื่น ๆ ก็เ็ป่าคาถาเสกตัวเองให้เล็กลง แล้วเข้าไปนอนในต้นไม้ พอประมาณเที่ยงคืนมีผี 3 ตนมาหาผีต้นไทรที่เขากำลังนอน ผี 3 ตนว่า ขอเนื้อชายคนนี้กินได้ไหม ฝ่ายผีต้นไทรบอกว่าไม่ได้เพราะเขาได้มาขอฝากเนื้อฝากตัวกับข้าแล้ว ส่วนอีก 3 คนนั้น ข้าจะยกให้แล้วแต่พวกเจ้าจะจัดการอีก ผี 3 ตน จึงบอกว่าไม่ได้หรอกมันมีหนามเต็มไปหมด พวกข้าเข้าไปไม่ได้หรอก ผีต้นไทรจึงออกอุบายให้ว่า ให้อีกคนทำเสียงไก่ขัน อีกคนนี้เป็นดวงอาทิตย์ อีกคนนี้ทำเป็นแสงสว่าง ดังนั้นผี 3 ตน จึงทำตาม พอ 3 นายพราน ได้ยินเสียงไก่ขัน เห็นดวงอาทิตย์ขึ้น และแสงสว่างตามมาก็เก็บคาถาแล้วออกมา ฝ่ายผีเห็นนายพรานเก็บคาถาก็จับ 3 นายพรานกิน แล้วเอาอกของนายพรานคนหนึ่งมาฝากผีต้นไทร โดยแขวนไว้ที่กิ่งต้นไทร บนที่นอนของนายพราน ตื่นตอนเช้าขึ้นมาเลือดได้หยดลงมาถูกนายพรานที่นอนอยูู่่ใต้ต้นไทร ทำให้เขาสะดุ้งตื่น และวิ่งหนีกลับบ้านไปอย่างไม่คิดชีวิต พอถึงบ้านเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเล่าให้คนอื่นฟัง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเวลาเข้าป่าให้เคารพเจ้าป่า ต้นไม้แต่ละต้นมีเจ้าของ และภูเขาแต่ละลูกก็มีเจ้าของ
เรื่อง ชะตาฟ้าลิขิต
         กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งฐานะยากจนมากลูก ๆ ก็ยังเล็กอยู่ จึงเกิดความเครียดและคิดจะฆ่าตัวตาย จึงถือเชือกเข้าไปในป่าเพื่อที่จะผูกคอตาย ได้แขวนคอตายที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ วิญญาณของเขาได้ไปในยมโลก พญายมจึงถามว่าเจ้ารีบกลับมาทำไม เจ้ายังไม่ถึงฆาตเลยนะ เขาก็ตอบว่าถึงจะไม่ถึงฆาตแต่ข้าก็อยากกลับมา เพราะข้ายากจนเหลือเกิน ข้าเลยผูกคอตายพญายมจึงบอกว่ากลับไปก่อน เมื่อเจ้าหัวขาวโพลนทั้งหัวแล้วค่อยกลับมา ตอนนี้เจ้ายังไม่ถึงเวลา ต่อไปนี้ข้าจะให้เจ้ามีทุกอย่างไม่ว่าทรัพย์สินหรือเงินทอง หลังจากนี้พยายมก็ได้นัดวันเวลาตายที่ชัดเจนของเขา และส่งเขากลับโลกมนุษย์ ฝ่ายลูกเมียหลังจากที่เขาหายตัวไป ก็กะเกณฑ์ญาติพี่น้องไปตามหาเขา หาเจอในที่สุดขณะที่ตัดเชือกลงมาจากต้นไม้ ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่วิญญาณของเขามาเข้าร่างพอดี หลังจากพื้นแล้วเขาก็เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ลูกเมียฟัง ต่อมาไม่นานเขาก็มีพร้อมทุกอย่าง มีฐานะร่ำรวยทำมาหากินอะไรก็เจริญรุ่งเรื่อง พอใกล้จะถึงเวลาที่พญายมได้นัดหมายไว้ว่า จะเป็นวันตายของเขาก็ช่วยกันสร้างโรงขนาดใหญ่ ภายในอากาศไม่สามารถถ่ายเทได้เพื่อใช้เป็นที่ซ่อนตัวของเขา พอใกล้ถึงกำหนดก็ให้เขาไปนอนในนั้น โดยภายในบรรจุด้วยอาหาร เครื่องใช้ต่าง ๆ และนำไปไว้ที่กลางแม่น้ำ พอถึงเวลาที่กำหนดไว้ก็เอาโรงขึ้นมาจากแม่น้ำ แต่พอเปิดฝาโรงปรากฏว่าเขาตายเสียแล้ว

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่มีใครสามารถหลีกหนีความตายได้
เรื่อง คนคดดีหรือคนซื่อดี (โก่มาคะ ตั๋วมาคะ)
         กาลครั้งหนึ่ง มีผู้ชาย 3 คน ซึ่งเป็นเพื่อนกัน อยู่มาวันหนึ่งก็ได้ชวนกันไปเที่ยวหมู่บ้านอื่น พอไปได้ครึ่งทางเก็บเงินได้ ชายอีก 2 คน นั้นคิดไม่ซื่อกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง โดยการให้ออกเสียงว่าคนคดกับคนซื่ออย่างไหนจะดีกว่า เพื่อนอีกคนบอกว่าซื่อดีกว่า แต่อีก 2 คน ที่ได้วางแผนกันไว้ก็ว่าคนคดดีกว่าสรุปแล้ว 2 คนนี้จึงชนะ เลยไม่แบ่งเงินให้เพื่อนคนที่บอกว่าซื่อดีกว่า ในระหว่างการเดินทางก็ได้เข้าพักหมู่บ้านแห่งหนึ่ง คนที่ถูกรังแกฝันเห็นเทพองค์หนึ่ง และเทพบอกกับเขาว่า ในเมืองนี้มีพระธิดาทรงป่วยไม่มีใครรักษาได้ให้เจ้าเอาฟืน 3 มัดไปเผาก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ เมือง พอก้อนหินไหม้ก็จะกลายเป็นแม่น้ำ ชาวบ้านก็ได้ทำนา อาการของพระธิดาก็จะหายจากการป่วย พอรุ่งขึ้นมาเขาได้ทำตามที่เทพบอก และทุกอย่างก็เป็นจริง พระราชาทรงพระราชทานบรางวัลให้ชายคนนี้ พอเพื่อน 2 คนนั้นเห็นก็มาหา แล้วถามว่าเจ้าทำอย่างไรถึงได้ดีขนาดนี้ ชายคนนี้ก็ตอบว่าข้าเป็นคนซื่อ ข้าก็ได้ดี เจ้าสองคนละเป็นอย่างไรบ้างไหนว่าคนคดดีกว่าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมีสภาพอย่างนี้ละ แล้วเขาก็หัวเราะดัง ๆ ออกมาอย่างมีความสุข

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าซื่อกินได้ไม่หมด คดกินได้ไม่นาน
เรื่อง ศาลเจ้า (อาปาโหม่ฮีี)
      นานมาแล้ว มีสองพี่น้องคู่หนึ่งซึ่งได้เติบโตเป็นสาวทั้งคู่ จนวันหนึ่งพี่สาวก็ได้แต่งงานกับคนต่างถิ่น พี่สาวแต่งงานไปแล้วนานมากที่ไม่ได้เจอกัน น้องสาวคิดถึงพี่สาวอย่างมาก จึงเดินทางไปเยี่ยมพี่สาว พอไปถึงหมู่บ้านของพี่สาวอยู่ ก็ได้ทราบข่าวจากชาวบ้านว่าพี่สาวของตนนั้น ได้แต่งงานกับคนที่เป็นผีปอบ (ฟิ้ฟือ) น้องสาวอยู่บ้านพี่สาวได้ 2-3 วัน ก็ขอลากลับบ้าน เช้าต่อมาวันน้องสาวก็ได้เดินทางกลับบ้าน แต่ก่อนกลับน้องสาวก็ได้ทำกับข้าวให้พี่สาวกิน น้องสาวจึงเดินออกไปเอาฟืนข้างบ้าน ตอนที่ไปเอาฟืนมาก่อไฟนั้น น้องสาวก็ได้ยินพี่สาวอธิษฐานอยู่ว่า ต่อไปนี้ขอให้ไปอยู่กับน้องสาว น้องสาวจึงแอบดูข้างฝาบ้านว่า พี่สาวนั้นอธิษฐานอะไรอยู่ ก็เห็นพี่สาวอธิษฐานกับเมล็ดผักกาด เมล็ดแตงกวา เมล็ดฟักทอง พอพี่สาวเห็นน้องสาว แต่น้องสาวแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แล้วนำฟืนเข้าไปในบ้านเพื่อก่อไฟ พอน้องสาวเข้ามาบ้านพี่สาวก็บอกน้องสาวว่า พี่จะให้เมล็ดผักกาด เมล็ดแตงกวา เมล็ดฟักทอง ให้น้องกลับไปปลูก น้องสาวได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจมาก ไม่รับก็กลัวพี่สาวจะโกรธ รับไว้ก็กลัวผีปอบนั้นจะเข้าสิงร่างของตนเอง น้องสาวก็เลยเอาชายผ้าขาวม้าที่โพกหัวมารับเมล็ดผักไว้อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พอรับของจากพี่สาวเสร็จ น้องสาวก็ลาพี่สาวกลับบ้าน ในระหว่างทางก็ผ่านแม่น้ำใหญ่ น้องสาวก็ทำเป็นหิวน้ำเดินไปดื่มน้ำ พอไปถึงน้องสาวก็เอาผ้าขาวม้าที่โพกหัวทิ้งลงแม่น้ำ ผ้าขาวม้าผืนนี้ลอยลงไปติดอยู่ที่รากไม้อยู่กลางแม่น้ำ และในเวลาต่อมาก็ได้มีขบวนเจ้าบ่าวที่จะไปแต่งงาน เดินทางผ่านมาทางแม่น้ำสายนี้ ผีปอบที่อยู่ในผ้าขาวม้าก็ได้บอกกับกลุ่มเจ้าบ่าวกลุ่มนี้ว่า อย่างเพิ่งข้ามแม่น้ำไปตอนนี้ ผีแม่น้ำกำลังรอจับกินพวกเจ้าอยู่ พอน้ำเดินทางผ่านไปที่อื่น ผีปอบที่ติดอยู่กับผ้าขาวม้าก็บอกให้กลุ่มเจ้าบ่าวว่าผ่านได้แล้ว
       ตั้งแต่นั้นมาผีปอบก็จะคอยบอกทุกคนที่เดินผ่านแม่น้ำ จนไม่มีใครเป็นอันตรายสักคน ต่อมาก็มีชายชราคนหนึ่งได้เดินผ่านมาจะข้ามแม่น้ำ ผีปอบก็บอกว่าผู้เฒ่าเอ๋ยเจ้าอย่างเพิ่งข้ามแม่น้ำ วันนี้ผีน้ำจะจับเจ้ากิน ขณะนี้มันกำลังจะขึ้นไปต้มน้ำ เดี๋ยวมันก็จะลงมา เจ้ารอก่อนนะ พอผ่านไปสักพักหนึ่งผีปอบก็บอกผู้เฒ่าว่า ผู้เฒ่าเอ๋ยเจ้าข้ามแม่น้ำไปได้แล้ว ผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้นก็ซึ้งในน้ำใจ จึงบอกกับผีปอบว่าเจ้าเป็นสิ่งที่ดี มีจิตใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ฉะนั้นข้าจะนำเจ้ากลับไปหมู่บ้านด้วย ข้าจะสร้างบ้านให้เจ้าอยู่ท้ายหมู่บ้าน และให้เจ้าคอยช่วยดูแลความสงบภายในหมู่บ้าน ถ้าเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุก็จะมาปรึกษาเจ้านะ เจ้าก็ต้องบอกแล้วชาวบ้านจะนำหมู ไก่ มาเซ่นไห้วเจ้า เจ้าก็รับไว้ไม่ว่าจะเป็นไก่ตัวผู้หรือตัวเมีย หากเขาเอาไก่ต้มมาเซ่นไห้วก็ให้เจ้าบอกผ่านทางกระดูกไก่ และชาวบ้านมาขอความช่วยเหลืออะไรเจ้าก็ต้องช่วยเขาด้วย ตั้งแต่นั้นมาก็ช่วยกันสร้างบ้านให้ผีปอบอยู่ พอที่พักเก่าก็จะสร้างให้ใหม่ และได้ตั้งชื่อว่า "อาปาโหม่ฮี" ส่วนสองพี่น้องนั้นต่างก็กลัวซึ่งกันและกัน น้องสาวก็คิดว่าี่สาวยังคงอยู่กับผีปอบอย่างเคยเลยไม่กล้าไปเยี่ยมพี่สาว ส่วนพี่สาวก็คิดว่าผีปอบได้ไปอยู่กับน้องสาวของตนเอง ก็เลยไม่กล้าไปเยี่ยมน้องสาวเหมือนกัน เพราะกลัวว่าจะโดนผีปอบเข้าสิง สองพี่น้องนี้ก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนซึ่งกันและกันจนกระทั่งตายจากกัน